จิตไปดูอวัยวะภายในร่างกาย ตกใจกลัวว่าไม่มีอะไรเป็นเรา มันเคว้งคว้างกลัวตาย นอนไม่หลับเหมือนสติจะแตก เคยเห็นสันตติขาด ตอนนี้เสื่อม

มันเสื่อมก็ช่างมัน เราทำของเราทุกวันๆ เราไม่ได้ทำเอาดีอะไรหรอก เราจะเรียนรู้ตัวเองไปเรื่อยๆ ที่ฝึกอยู่ดี แต่ว่าความรักตัวตนนั้นมันรุนแรง พอมันเริ่มไปเห็นว่าตัวเราไม่มี มันตกใจ บางคนกลัวเลย บางคนตกใจ บางคนรู้สึกเบื่อเซ็งไปเลย ห่อเหี่ยว มันเบื่อ รู้ว่าเบื่อ มันตกใจ รู้ว่าตกใจ มันห่อเหี่ยว รู้ว่าห่อเหี่ยว สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่ใช่จิต เป็นแค่ความรู้สึก ดูไปอีก ในที่สุดความรู้สึกเหล่านั้นกับจิตก็แยกออกจากกัน จิตมันเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สะสมไปเรื่อยๆ มันก็เกิดความกล้าหาญมากขึ้นๆ ถึงจุดหนึ่งมันก็จะยอมรับความจริงได้ ร่างกายไม่มีสาระแก่นสารอะไรเลย ไม่ได้ของสวยของงาม ไม่มีตัวเราของเรา

มีการหลงไปคิดยาวเป็นระยะ ในชีวิตประจำวัน พยายามจะรู้ทันความรู้สึกที่เกิดขึ้น เมื่อกระทบอารมณ์ แต่ยังทำได้ไม่บ่อย

จุดที่พลาดคือ เวลาที่รู้สึกเข้ามานี้ มันจงใจน้อมเข้ามาภายใน แล้วโมหะมันแทรก มันจะซึมๆ ลงไป ตรงที่โมหะแทรก ไม่ดี ส่วนจิตจะอยู่ข้างนอก หรือจิตจะอยู่ข้างใน ถ้าเรารู้ก็ดีหมดเลย ถ้าจิตอยู่ข้างนอกไม่รู้ก็ไม่ดี บังคับจิตเข้าไว้ข้างใน แล้วไม่รู้ว่าบังคับอยู่ก็ไม่ดี ฉะนั้นรู้ทันมันถึงจะใช้ได้

ภาวนาแล้วมีอาการแน่น รู้ความคิดคนอื่นที่เกี่ยวข้องกับเรา ขอคำชี้แนะวิธีปิดการรับรู้

หลวงปู่ดูลย์ท่านสอน อย่าส่งจิตออกนอก จิตเราชอบ จิตมันชอบที่ออกรู้ออกเห็นข้างนอก เพราะมันชอบ มันก็เที่ยวออกรู้ออกเห็นไป ถ้าใจเข้มแข็งพอ ทำสมาธิแล้ว ถอยออกจากสมาธิแล้ว อธิษฐานเลย ขอไม่รู้ไม่เห็น แล้วก็กลับเข้าสมาธิอีก เข้าออกๆ อย่างนี้ สักพักหนึ่งมันก็ตัดได้

เคยบวชจำพรรษา ไม่ได้ศึกษาหลักธรรม หลังจากสึกมาแล้ว ฟังธรรมะหลวงพ่อ จึงได้ทราบว่าตนเองติดอาบัติสังฆาทิเสส ออกมาถึงเป็นตาลยอดด้วน

อาบัติสังฆาทิเสส ไม่ถึงระดับตาลยอดด้วน อันนั้นปาราชิก ฉะนั้นเราไม่ใช่ถึงระดับขนาดนั้น ภาวนาเยอะๆ มีโอกาสก็ไปหาที่บวช แล้วไปอยู่ปริวาสให้มันจริงจัง ต้องอยู่วัดที่เขาทำกรรมฐานจริงๆ วัดบ้านทำปริวาสเป็นแค่กิจกรรมเฉยๆ ไม่ได้อยู่ปริวาสจริง เรียกว่าจัดปริวาสอย่างโน้น จัดปริวาสอย่างนี้ ไม่ถูกต้องตามพระวินัย

เดินจงกรมเป็นหลัก พยายามดูร่างกายเดิน แต่เหมือนไม่ค่อยรู้เรื่อง มักสงสัยว่าทำถูก และเหมาะกับจริตหรือไม่

การภาวนาไม่ต้องพยายามจะรู้เรื่อง เราไม่ได้ภาวนาเพื่อจะรู้เรื่อง เราภาวนาเพื่อจะรู้สึกกายอย่างที่กายเป็น รู้สึกใจอย่างที่ใจเป็น ไม่ใช่ภาวนาเอาเรื่อง ไม่ต้องมีความรู้อะไรเยอะหรอก เห็นร่างกายเคลื่อนไหว ใจเป็นคนดู เห็นจิตใจมันทำงานไป ใจเป็นคนดู แค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว หน้าที่รู้เรื่องเป็นหน้าที่ของปัญญา มันเกิดเอง ทำเหตุให้พอ แล้วปัญญามันก็เกิด

ในชีวิตประจำวัน ดูร่างกายเคลื่อนไหว เพ่งน้อยลง แต่จะไหลไปจมเบลอๆ นั่งสมาธิไม่ได้ เพราะจะเคลิ้ม ง่วง ขอหลวงพ่อช่วยสอนวิธีฝึกจิตให้ตั้งมั่นด้วยค่ะ

เวลาเรากวาดบ้าน พอกวาดเสร็จ ขี้ฝุ่นมันก็มาแล้วล่ะ กวาดเสร็จปุ๊บ ฝุ่นมันก็มาแล้ว ให้เรากวาดอีก กวาดไปเรื่อยๆ บอกว่าภาวนาก็เหมือนกัน ภาวนาแล้วกิเลสมันก็มาบ่อยๆ สงบไปแป๊บเดียวกิเลสแทรกแล้วอย่างนี้ ก็มีหน้าที่กวาดมัน สู้กับมันด้วยการเรียนรู้มัน รู้ทันมัน ทำแล้วทำอีก เหมือนกวาดบ้าน กวาดแล้วกวาดอีก หรือเหมือนซักผ้า ไม่ใช่ซักทีเดียวใช้ทั้งชาติเมื่อไร ใจเราจะได้สะอาด

ชอบใช้พุทโธถี่ๆ มากกว่าดูลมหายใจ ยังฟุ้งซ่าน และหลงโลกอยู่มาก ยังเดินปัญญาไม่เป็น พยายามจะเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่บางทีก็ยังทำไม่ค่อยได้

เราจะรู้ทันความปรุงแต่งของจิต โดยที่เราไม่เข้าไปปรุงแต่งจิตเสียเอง เราจะรู้ทันความปรุงแต่งของจิตได้ เมื่อจิตของเราตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ครูบาอาจารย์วัดป่าจะเรียกว่าจิตผู้รู้ หรือจิตประภัสสร พระพุทธเจ้าบอกว่า เดิมนั้นจิตมันประภัสสร คือจิตปกติของเรานั่นล่ะ มันประภัสสร แต่เศร้าหมองเพราะกิเลสมันจรมา นี้เราพยายามฝึกจนกระทั่งจิตของเราตั้งมั่นขึ้นมา ตื่นขึ้นมา สว่าง ผ่องใส สบาย เงียบๆ แล้วพอมันปรุงอะไรขึ้นแม้แต่เล็กๆ เราก็จะเห็น ตรงนี้ที่เรารู้ทันความปรุงแต่งได้ เพราะจิตของเรามีกำลังตั้งมั่นขึ้นมา

ภาวนาช่วงนี้มักมีอุปสรรค จึงเปลี่ยนมาใช้การสวดบทมหาจักรพรรดิ์ ควบคู่กับบริกรรมพุทโธไว้ที่กลางอก เวลาที่จิตออกนอก พยายามกลับมารู้ลมหายใจ แต่ยังมีการบังคับจิตอยู่บ้าง

บทจักรพรรดิ์ หลวงปู่ดู่ท่านเรียกบทบูชาพระ ในนั้นไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับจักรพรรดิ์สักนิดเลย คนรุ่นหลังอยากมีโชค มีลาภ มีอะไร ก็แต่ง เปลี่ยนชื่อไป ท่องไปหวังว่าจะรวย จะอย่างโน้นอย่างนี้ ผิดวัตถุประสงค์ของครูบาอาจารย์ มันแค่บทบูชาพระเท่านั้นเอง
ฉะนั้นเราพยายามรักษาคำสอน ของครูบาอาจารย์ที่ดีๆ เอาไว้ ทุกวันนี้มันบิด บิดไป สนองกิเลส คนส่วนใหญ่มันอยากรวย ครูบาอาจารย์รุ่นหลังท่านก็ฉลาดเหมือนกัน อยากรวยก็ให้มันสวดแล้วรวย สวดไปเรื่อยๆ มันก็ได้สมาธิ แต่ถ้าไม่มีปัญญาประกอบ สวดแล้วก็เมื่อไรจะรวย เมื่อไรจะรวย ตราบใดที่อยากรวย ขณะนั้นยังจนอยู่ คนที่รวยคือคนพอ ถ้าพอแล้ว รวยแล้ว มีแสนล้านมันยังไม่พอ อันนี้ยังจน

ดูแลพ่อที่ป่วยอยู่ ไม่อยากให้พ่อตาย จึงปฏิบัติทุกวันเพื่อให้ผลบุญส่งให้พ่ออยู่กับเรานานๆ

บุญไม่ได้ช่วยให้ใครรอดตายหรอก แต่บุญกุศลทำให้เราไม่ทุกข์ พ่อยังอยู่เราก็มีความปลื้มใจได้ดูแล ได้ทำสิ่งที่ดีงาม ใจเราเป็นบุญ ใจเรามีความสุข ไม่กังวล ถ้าพ่อจะตาย ใจเรามีปัญญารู้สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม ใจเราไม่เศร้าหมอง ผลของการปฏิบัติจะเป็นอย่างนี้ คือถ้าใครช่วยใครได้ให้มันไม่ตายได้ พระพุทธเจ้าไม่นิพพานหรอก ไม่มีใครห้ามความตายได้หรอก เพียงแต่ว่าเมื่อความตายของคนที่เรารักมาถึง ตั้งสติให้ได้ ไม่เศร้าหมองเท่านั้นล่ะ

การเทียบเคียงของการปฏิบัติ ปัญญายังไม่พอ กลัวหลงในทางที่ละเอียด

การภาวนา หยาบหรือละเอียดมีผลเท่ากัน เพราะฉะนั้นเราไม่จำเป็นต้องรู้ละเอียด ถ้ารู้ของหยาบได้ เราก็รู้ของหยาบ ของหยาบก็สอนไตรลักษณ์ รู้ได้ละเอียด มันรู้เอง ไม่ได้เจตนารู้ สิ่งที่ละเอียดก็แสดงไตรลักษณ์ แสดงอันเดียวกัน

Page 2 of 19
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 19