เห็นสภาวะตัวตนเกิดดับชัดเจน ในชีวิตประจำวันที่เจอผัสสะแรงๆ เห็นความทุกข์เกิดเพราะมีตัวตน และปล่อยตัวตนความทุกข์ก็ดับ

เราจะปล่อยตัวตน มันมี 2 อัน อันหนึ่งปล่อยด้วยสติ มีสติรู้ว่าตอนนี้จิตมันเป็นตัวตน เรารู้แล้วไม่ยุ่งกับมัน มันก็จะเห็นความไม่เที่ยง มันก็ดับได้ แต่มันอยู่ได้ชั่วคราวเท่านั้น ถ้าอยากดับถาวร ก็มาทำวิปัสสนา มารู้สึกกายรู้สึกใจ เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของมัน เห็นแล้วเห็นอีกไปเรื่อยๆ 7 วัน 7 เดือน 7 ปีอะไรก็เห็นไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่ง มันจะตัดความเป็นตัวตนได้จริงๆ

ไม่ยึดถือจิตก็ไม่ยึดถือขันธ์ 5

ในขันธ์ 5 เราจะเรียนรู้ความจริง ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ในขั้นตอนท้ายของสติปัฏฐานจะเป็นเรื่องการเจริญปัญญา เรียนแล้วได้ปัญญา เราจะมีปัญญาในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารก่อน แล้วมีปัญญาในจิตเป็นตัวสุดท้าย บางคนบารมีแก่กล้า ตัดเข้ามาที่จิตเลย เห็นจิตไม่ใช่เรา ทันทีที่เห็นจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา โลกธาตุทั้งหมดไม่ใช่เรา จักรวาลไม่ใช่เรา แล้วถ้าตัดตรงตอนสุดท้าย เห็นจิตไม่ยึดถือจิตตัวเดียว ก็ไม่ยึดถือขันธ์ 5 ไม่ยึดถือโลกธาตุทั้งหมด ไม่ยึดถือจักรวาลทั้งหมด ฉะนั้นรู้ที่จิต ละที่จิต ตัดลงที่จิตที่เดียวเลย อันนี้เป็นเส้นทางที่ลัดที่สุดเลย ครูบาอาจารย์จะย้ำเลยว่าการดูจิตเป็นการปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด วันใดเห็นว่าจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่เป็นเราหรอก ขันธ์ 5 เป็นผลผลิตจากจิต วันใดไม่ยึดจิต ก็ไม่ยึดขันธ์ 5 อัตโนมัติเลย นี้กำลังเราไม่พอ เราก็ไล่มาตามลำดับ รู้สึกกายไป เห็นความจริงของกาย เห็นความจริงของเวทนา บางท่านเข้ามาดูเวทนา แล้วเห็นปฏิจจสมุปบาท เห็นธัมมานุปัสสนาต่อ

ธรรมะสำหรับคนทำงานบริการ

การที่เราคอยสังเกตความรู้สึกตัวเอง มีประโยชน์อย่างยิ่งเลย เพราะทั้งวันมีสิ่งมากระทบใจเราตลอดเวลา อย่างเราเห็นชาวบ้านคนนี้มา ท่าทางคนนี้หรือเคยติดต่ออะไร คนนี้เรียบร้อย พูดจารู้เรื่อง เราเห็นคนนี้ ใจเราโอเค ใจเราชอบ อีกคนหนึ่งมาทีไรโวยวายทุกทีเลย เห็นหน้ามันเข้าประตูมา เราก็เกลียดแล้ว แทนที่เราจะรอให้เกลียดมากๆ อ่านใจตัวเองให้ออก ใจเราชอบก็รู้ ใจเราเกลียดก็รู้ มันไม่เห็นจะยากเลย คนทุกคนสามารถอ่านใจตัวเองได้ ปัญหาใหญ่คือละเลยที่จะอ่าน หัดดูอย่างนี้เรื่อยๆ เวลาเรากระทบอารมณ์แต่ละครั้งๆ จิตใจเราจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าทำตัวนี้ได้ ไม่นาน เราจะพบความอัศจรรย์ของธรรมะ เราจะรู้สึกศรัทธาในพระพุทธเจ้าอย่างยิ่งเลย เพราะจิตของเราจะเปลี่ยนแปลงในเวลาอันสั้น

วิธีขจัดความเห็นผิดว่ามีตัวเรา

วิธีที่พระพุทธเจ้าสอนให้เราละความเห็นผิดว่ามีตัวตน ท่านเรียกว่าวิภัชชวิธี สอนด้วยการแยก จับมาแยกเป็นส่วนๆ แล้วพบว่าไม่ใช่เรา ทีแรกก็แยกหยาบๆ เป็นรูปธรรมนามธรรม แยกละเอียดขึ้นไปก็เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แยกละเอียดเข้าไปอีก ตัวรูปจริงๆ อย่างร่างกายเรานี้ จริงๆ เป็นธาตุ เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในสเปซ คืออากาศธาตุ ส่วนนามธรรมก็แยกไป 4 ส่วน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดูไปๆ แยกๆๆ ออกไป เหมือนถอดรถยนต์เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วรถยนต์หายไป เราแยกตัวเองออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วตัวเราหายไป เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วตัวเราไม่มี

ชอบเปลี่ยนคำบริกรรม และบทสวดมนต์ตามที่จิตชอบ จิตไม่ค่อยตั้งมั่น ขี้โมโห ฟุ้งซ่าน หลงนาน ขอกรรมฐานและคำบริกรรมเฉพาะตัวที่เหมาะกับจริต

บริกรรมเกี่ยวกับเมตตาไว้ บทของครูบาอาจารย์เกี่ยวกับเมตตามีเยอะแยะ ถ้าชอบยาวๆ ของหลวงปู่ขาว เป็นบทเมตตาที่ทั้งสงบ ทั้งเย็น “พุทธะเมตตัง จิตตัง มะมะ พุทธะพุทธา นุภาเวนะ ธัมมะเมตตัง จิตตัง มะมะ ธัมมะธัมมา นุภาเวนะ สังฆะเมตตัง จิตตัง มะมะ สังฆะสังฆา นุภาเวนะ”

ดูกายเคลื่อนไหว หยุดนิ่ง ครั้งหนึ่งนั่งสมาธิเห็นจิตหลงคิด แล้วได้ยินข้างในพูดว่ามันเป็นเอง

จิตมันเทศน์ให้ฟังได้ มันสอนธรรมะเราได้ จิตกับธรรมมันเป็นอันเดียวกันนั่นล่ะ ฝึกเรื่อยๆ หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยสอนบอกว่า “ธรรมะ 84,000 พระธรรมขันธ์ มาจากจิตที่บริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า” ฉะนั้นถ้าจิตเรามีคุณภาพพอ มันถ่ายทอดธรรมะมาสอนตัวเองได้ แต่ที่พวกเราส่วนใหญ่เจอ มันไม่ใช่จิตถ่ายทอดธรรมะ มันเกิดนิมิต มันเป็นนิมิตสอนอย่างโน้นอย่างนี้ บางทีบอกว่านี่บรรลุโน้นบรรลุนี้ มันเพี้ยน อันนั้นหลงนิมิต ไม่ใช่จิตเกิดปัญญา

รักษาศีล รูปแบบใช้พุทโธเป็นวิหารธรรมสลับดูกาย ชีวิตประจำวันยังรู้สึกตัวได้น้อย เพราะต้องใช้ความคิดในงานบริหาร

เราเป็นผู้บริหาร เรามีหน้าที่คิด ต้องมองไกล ต้องอะไรอย่างนี้ ประเมินทุกสิ่งทุกอย่าง ประเมินทรัพยากร ประเมินปัญหา มันจำเป็น อยู่กับโลกมันก็ต้องอย่างนั้น แต่ว่าเรื่องไหนคิดไม่ออก แขวนไว้ก่อน แล้วภาวนาของเราไป พอจิตเรารวมสงบลงมา พอจิตถอนขึ้นมา พอจิตมันไปคิดเรื่องนั้น มันรู้ทางออกเอง ง่ายๆ เลย

เดินจงกรมเป็นหลัก มีสภาวะเหมือนจิตเปิดออก คล้ายๆ ดอกไม้ที่ตูมแล้วบานออก จิตเบิกบานอยู่แป๊ปหนึ่งแล้วก็หมดแรง ยังมีความรู้สึกเป็นเรา

การภาวนาพอมันเจริญได้ มันก็เสื่อมได้ อย่างวันนี้เราเห็นสภาวะถี่ยิบเลย อีกวันดูอะไรไม่รู้เรื่องเลย วันหนึ่งภาวนารู้สึกมรรคผลอยู่ใกล้ๆ อีกวันหนึ่งเขาภาวนากันอย่างไร ทำไม่เป็นเลย มันเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องตกใจ เพราะปัญญา สมาธิ สติ สมาธิ ปัญญาของเรา ยังเป็นโลกียะ เจริญแล้วเสื่อมอยู่ แต่หน้าที่ของเราคือปฏิบัติไปให้สม่ำเสมอ

ปรามาสครูบาอาจารย์ เกิดกามราคะที่ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็น เห็นปรุงเป็นคนดี เริ่มห่างจากโลก แต่ดูร่างกาย ยังเห็นร่างกายมีเรา น้ำตาไหลเมื่อระลึกถึงพระรัตนตรัย

รู้สึกลงในกายไปเรื่อยๆ ไม่เสียหายอะไร การคิดพิจารณาเป็นการกระตุ้น เป็นการฝึกให้หมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกาย เพราะฉะนั้นตัวการคิดพิจารณายังไม่ได้เป็นวิปัสสนา มันกระตุ้นสัญญา ฝึกสัญญาให้หมายรู้ ทำแล้วดีไหม ดี ทำไม่เป็นไร

จิตไปดูอวัยวะภายในร่างกาย ตกใจกลัวว่าไม่มีอะไรเป็นเรา มันเคว้งคว้างกลัวตาย นอนไม่หลับเหมือนสติจะแตก เคยเห็นสันตติขาด ตอนนี้เสื่อม

มันเสื่อมก็ช่างมัน เราทำของเราทุกวันๆ เราไม่ได้ทำเอาดีอะไรหรอก เราจะเรียนรู้ตัวเองไปเรื่อยๆ ที่ฝึกอยู่ดี แต่ว่าความรักตัวตนนั้นมันรุนแรง พอมันเริ่มไปเห็นว่าตัวเราไม่มี มันตกใจ บางคนกลัวเลย บางคนตกใจ บางคนรู้สึกเบื่อเซ็งไปเลย ห่อเหี่ยว มันเบื่อ รู้ว่าเบื่อ มันตกใจ รู้ว่าตกใจ มันห่อเหี่ยว รู้ว่าห่อเหี่ยว สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่ใช่จิต เป็นแค่ความรู้สึก ดูไปอีก ในที่สุดความรู้สึกเหล่านั้นกับจิตก็แยกออกจากกัน จิตมันเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สะสมไปเรื่อยๆ มันก็เกิดความกล้าหาญมากขึ้นๆ ถึงจุดหนึ่งมันก็จะยอมรับความจริงได้ ร่างกายไม่มีสาระแก่นสารอะไรเลย ไม่ได้ของสวยของงาม ไม่มีตัวเราของเรา

Page 1 of 72
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 72