ทำอย่างไรเราจะไม่ยึดถือ

ถ้าไม่ยึดถือได้ก็ไม่ทุกข์ เรายึดถือเพราะเราไม่รู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรม ของกายของใจ ฉะนั้นเราก็ต้องมาเรียนรู้ความจริงของกายของใจ ถ้าเรารู้ความจริงของกายของใจ ใจก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ เมื่อจิตไม่ยึดถือ จิตก็พ้นจากทุกข์ จิตไม่มีภาระ ท่านบอกพระอรหันต์ท่านวางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยภาระขึ้นมาอีก สิ่งที่เป็นภาระก็คือรูปธรรมนามธรรม หรือขันธ์ 5 นั่นล่ะ ขันธ์ 5 เป็นภาระ พระอริยเจ้าคือพระอรหันต์วางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก ท่านเลยพ้นจากทุกข์ทั้งปวง อย่างพวกเรายังวางภาระไม่ได้ เรายังยึดยังถือ ไม่สามารถปล่อยวางความถือมั่นในร่างกายจิตใจได้ เพราะเรายังมีอวิชชา เราไม่รู้ความจริงของชีวิต ไม่รู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรม พระพุทธเจ้าก็เลยสอน ให้เราเรียนรู้ความจริงของกายของใจเรานี้ ถ้ารู้ความจริงได้ก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ แล้วก็หลุดพ้น ปล่อยวาง จิตก็เข้าถึงสันติสุข เข้าถึงพระนิพพาน มีความสงบสุขอย่างแท้จริง ไม่มีภาระ ไม่มีความปนเปื้อน มีความสงบสุข

แสวงหาธรรมะ

ตอนนี้คนจีนมาที่นี่เยอะมาก เขามาไกลจากเมืองจีน ถามว่ามาทำอะไร มาแสวงหาธรรมะ แล้วจะเจอไหม ไม่เจอหรอก ธรรมะไม่ได้อยู่เมืองไทย ธรรมะไม่ได้อยู่ที่วัดสวนสันติธรรม ธรรมะไม่ได้อยู่ที่หลวงพ่อ ถ้ามาแสวงหาธรรมะที่หลวงพ่อ ก็ยังแสวงหาออกนอกอยู่ อยากเข้าใจธรรมะจริงๆ ให้ค้นคว้าเข้าไปในกายในใจของตัวเอง อย่าให้เกินร่างกายออกไป เรียนรู้ลงไปเรื่อยๆ เรียนกรรมฐานไม่ใช่เรียนที่อื่น ไม่ใช่มารอรับธรรมะจากหลวงพ่อ ไม่ใช่รอมาวัด ธรรมะไม่ได้อยู่ที่หลวงพ่อ ธรรมะไม่ได้อยู่กระทั่งกับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ท่านจะตรัสรู้หรือไม่ตรัสรู้ ธรรมะก็มีอยู่แล้ว ฉะนั้นธรรมะเป็นของประจำโลกอยู่แล้ว ไม่ได้อยู่ที่ใคร อยู่ที่เราจะต้องฝึกจิตใจตัวเองให้เห็นธรรมะ ไม่ใช่ทำให้ธรรมะเกิดขึ้นหรอก ฝึกจนกระทั่งเห็นความจริง สูงสุดนั้นก็คือตัวอริยสัจ 4 ตราบใดที่ไม่รู้อริยสัจ 4 เรายังไม่พ้นการเวียนว่ายตายเกิดหรอก

มรรค คือศีล สมาธิ ปัญญา

งานกรรมฐานเป็นงานฝึกจิตใจ เบื้องต้นก็ฝึกจิตใจให้มันอยู่ …

Read more