ปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา

ชาวเถรวาทหลักปฏิบัติมันก็อันเดียวกัน คือเรื่องของไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา อธิศีลสิกขา จุดที่ยากที่สุดก็คืออธิจิตตสิกขา การพัฒนาจิต เตรียมความพร้อมของจิต ให้พร้อมสำหรับการจะไปเจริญปัญญา เมื่อจิตมีความพร้อมแล้ว ก็ถึงบทเรียนสุดท้าย อธิปัญญาสิกขา เรียนรู้ความจริงของชีวิต คือรูปนามกายใจของเรานี้ รู้ไปเพื่ออะไร ถ้าเราเข้าใจความเป็นจริงของรูปนามกายใจ ก็คือเข้าใจความจริงของชีวิตตัวเรานี้ มันจะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น ถ้ารู้ความจริงของกาย ก็จะปล่อยความยึดมั่นในร่างกาย รู้ความจริงของจิตใจ ก็จะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในจิตใจได้

กรรมแก้ไม่ได้

เราเป็นชาวพุทธ เราได้ศึกษามาแล้ว กรรมมันแก้ไม่ได้ ถ้าทำกรรมไว้แล้ว ก็ต้องรับผล อย่างเราซุ่มซ่ามเดินหัวไปชนเหลี่ยมเสา หัวแตก จะมาทำพิธีแก้กรรมให้ไม่ชนเสา ก็มันชนไปแล้ว จะไปแก้อะไร มันเป็นอดีต อดีตมันผ่านไปแล้ว มันแก้ไม่ได้ หลวงพ่อได้ยินเรื่องแก้กรรม หลวงพ่อไม่เอาแล้ว รู้ว่าไม่ใช่ชาวพุทธหรอก ชาวพุทธเชื่อเรื่องกรรม เรื่องผลของกรรม ใครมาชวนไปแก้กรรม ไม่แก้ ทางที่จะดีสำหรับเรา ที่เวลาอกุศลให้ผล คือทำความดีให้มากขึ้น ทำความดีให้เยอะขึ้น ไม่ใช่หาทางแก้กรรม การที่เราทำกรรมดีให้มากขึ้น มันก็จะเจือจางผลของกรรมเก่า พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบ เหมือนเรามีน้ำอยู่แก้วหนึ่ง เราเอาเกลือกำมือหนึ่งใส่ลงไปในแก้ว เราชิมน้ำ โอ๊ย น้ำนั้นเค็มมาก ถ้าเราเติมน้ำลงไป เปลี่ยนไปใส่เกลือกำมือหนึ่ง ลงไปในถังน้ำใหญ่ๆ เกลือก็จำนวนเท่าเดิม ไม่ได้ลดจำนวนลง แต่เรากินน้ำนั้นได้ อันนี้ลักษณะอย่างนี้ ไม่ใช่การแก้กรรม เกลือคือกรรมเก่าไม่ได้ลดลง แต่เราทำกรรมใหม่ที่ดีขึ้น เหมือนเราเติมน้ำลงไปเยอะๆ มันก็เจือจางรสของเกลือลงไปก็สามารถกินได้

รู้ทันจิต รู้กายเคลื่อนไหว แต่ยังไม่เห็นเกิดดับตลอด ที่ปฏิบัติอยู่ขึ้นวิปัสสนาได้แล้วหรือยังคะ

จงใจเยอะไป ปฏิบัติไป มีสติไว้ เวลาทำวิปัสสนา มันไม่ทำตลอดเวลา มันจะทำไปช่วงหนึ่ง แล้วมันจะพลิกเข้ามาเป็นสมถะ เป็นทุกคน เป็นปกติ ไม่มีใครทำวิปัสสนารวดยาวๆ ฉะนั้นเราไม่ต้องกังวล เรามีสติรู้กายรู้ใจไป ถึงเวลาที่ดูใจไม่ออกก็ดูกาย ดูอะไรไม่ออก ก็กลับมาอยู่กับพุทโธ กับลมหายใจอะไรของเราไป เดี๋ยวมีกำลังก็กลับไปเจริญปัญญาได้

เห็นจิตคิดเองรู้ปุ๊บ เรื่องที่คิดดับ โลภ โกรธ หลง น้อยลง เดินจงกรมรู้สึกเหมือนอาการวูบ เหมือนตกหลุมอากาศ แต่ไม่ได้ล้ม

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์แล้ว ความทุกข์เกิดทุกที ดูไปเรื่อย มันกระเทือนขึ้นมา คนกระเทือนแรงรู้สึกเจ็บเลย เห็นถูกแล้ว อดทน ทำแล้วทำอีก ใจเราจะค่อยคลายออกจากโลก ทุกข์จะน้อยลง ทุกข์จะสั้นลง วันหนึ่งก็ถึงจุดที่มันไม่ทุกข์ มันเห็นโลกตามความเป็นจริง

จิตไม่ค่อยเป็นกลางกับสภาวะที่เกิดขึ้น ชอบมีอาการแทรกแซง ใช้จิตเดินปัญญานำสมาธิ แต่จิตชอบฟุ้งซ่าน

ทำสมถะแล้วจิตไม่สงบ อย่าไปอยากให้มันสงบ ทำกรรมฐานไปเรื่อยๆ สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง แต่ทำมันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันสงบเอง จิตมันยังฟุ้งอยู่ มันเดินปัญญาไม่ได้ดีเท่าไรหรอก ฉะนั้นเพิ่มความสงบของจิต ทำกรรมฐานไป แต่เวลาทำ ตั้งใจไว้แค่ว่าเราจะทำกรรมฐาน สงบหรือไม่สงบ ไม่ใช่เรื่องของเรา เรามีหน้าที่ทำเท่านั้นเอง สงบ ไม่สงบ เป็นผลของการกระทำ ช่างมัน ทำเหตุ แล้วผลมันเป็นเอง

ภาระทางโลกมาก เลี้ยงลูกเล็กวัยกำลังซน 2 คน บวกทำงานรับราชการ แต่ก็พยายามจัดสรรเวลาทำในรูปแบบ

เราอยู่กับโลก เรามีหน้าที่ต่อโลก เลี้ยงลูกแล้วเรา เฮ้อ เมื่อไรจะเลิก เมื่อไรจะว่างสักที รีบๆ เลี้ยง ให้มันรีบนอนๆ ไป เราจะได้มาภาวนา อันนี้เข้าใจผิดแล้ว ฉะนั้นเลี้ยงลูกก็ภาวนาได้ ลูก วันนี้ป้อนข้าว แหม มันกินดี เราดีใจรู้ว่าดีใจ วันนี้มันไม่ยอมกินเสียที แล้ววันนี้มันไม่ยอมนอนสักที มันจะเล่นอย่างเดียว ชักโมโห รู้ นี้คือการปฏิบัติทั้งหมดเลย รวมการปฏิบัติเข้ามาในชีวิตเราจริงๆ แล้วมันทำได้เยอะ มันไม่ใช่ว่าต้องรอให้ลูกหลับแล้วถึงจะภาวนาหรอก

นิโรธคือความดับทุกข์

นิโรธคือความดับทุกข์ นิโรธมี 5 อย่าง ดับทุกข์เพราะสมถะ ดับทุกข์เพราะวิปัสสนา ดับทุกข์เพราะอริยมรรค ดับทุกข์เพราะอริยผล ดับทุกข์เพราะนิพพาน เราเป็นปุถุชน เราทำได้ 2 อย่าง ได้สมถะกับวิปัสสนา ฉะนั้นฝึก 2 อย่างนี้เอาไว้ แล้วเราจะฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตเรา โดยไม่บ้าตายเสียก่อน ศาสตร์ของพระพุทธเจ้า เป็นศาสตร์ที่จะให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่โดยไม่ทุกข์ หรือทุกข์น้อยๆ ปัญหาส่วนปัญหา มีอกุศลวิบากให้ผลมา ชีวิตเราก็เจอปัญหาหนัก มีกุศลวิบากมา เราก็สบายหน่อย ช่วงนี้ชาวโลกเราก็มีอกุศลพร้อมๆ กัน ที่มาเกิดยุคเดียวกัน ก็คงทำกรรมมาร่วมกัน

ความวิเวกเป็นเพื่อนที่ดีของเรา

ถ้าเรามักน้อยสันโดษ อยู่กับความสงบสงัด อยู่คนเดียวได้ มีลมหายใจเป็นเพื่อน สบายจะตายไป รู้สึกไป ไม่มีอะไรเป็นเพื่อนที่ดีเท่ากับความวิเวก ความวิเวกเป็นเพื่อนที่ดีของเรา อยู่ด้วยแล้วไม่วุ่นวาย อยู่กับคน อยู่กับคนอื่นวุ่นวาย อย่างไรก็วุ่นวาย วุ่นมากหรือวุ่นน้อยเท่านั้นเอง ฝึกตัวเองแบบนี้แล้วค่อยตั้งใจรักษาศีล สมาธิ ปัญญา จนเกิดวิมุตคือมรรคผล เกิดวิมุตติญาณทัศนะคือรู้ว่ากิเลสอะไรละแล้ว กิเลสอะไรยังไม่ละ รู้ทันไป ชีวิตเราก็จะสมบูรณ์ เราไม่เสียชาติเกิด สมมติว่าชีวิตนี้ยังไม่ได้มรรคผล แต่เราได้พยายามแล้ว ได้พยายามเต็มที่แล้วยังไม่ได้มรรคผล เราก็อิ่มอกอิ่มใจ ชาตินี้ไม่เสียเปล่าหรอก คล้ายๆ เราเรียนแต่ยังไม่จบดอกเตอร์ ไม่เห็นต้องเสียใจเลย ดีกว่าไม่เรียนอะไรเลย แล้วชาติต่อไปเราจะภาวนาง่าย

ต้องทำเนื้อหาคอนเทนต์และใช้โซเชียลมีเดียเพราะเป็นอาชีพ กิเลสมักเกิดจากอัตตาตัวตนสูง เมตตาน้อย

วิปัสสนามันไม่ได้เกิดตลอดเวลาหรอก เกิดสลับกับสมถะ บางครั้งจิตมันก็รู้สึกอยู่เฉยๆ บางครั้งมันก็มองไตรลักษณ์ เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้มีวิปัสสนา 24 ชั่วโมง ไม่มีหรอก ที่ฝึกอยู่ใช้ได้ ดีแล้วตั้งใจไว้อย่างเดียวเราจะไม่ทำร้ายคนอื่น ตั้งสัจจะกับตัวเองไว้ข้อนี้ เราจะไม่ทำร้ายคนอื่น ฉะนั้นเวลาทำอะไรในโซเชียลในอะไร มันจะไม่ทำร้ายคนอื่นด้วยวาจาด้วยการคีย์ ตัวนี้ฝึกแล้วเราจะเจริญ รับรอง นี่แสตมป์ให้เลย

นิพพานมีจริง

พระนิพพานมีจริง ไม่ใช่โลกๆ หนึ่ง ไม่ใช่สวรรค์ บางที่สอนนิพพานเหมือนสวรรค์ มีพระพุทธเจ้านั่งเข้าแถว โอ๊ย น่าสงสารจังเลย อุตส่าห์ภาวนาจนเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พอธาตุขันธ์แตกแล้วก็ไปนั่งตัวแข็งๆ อยู่ น่าสงสาร นิพพานไม่ได้เป็นอย่างนั้น นิพพานคือสภาวะที่สิ้นตัณหา สิ้นความอยาก เมื่อสิ้นความอยากก็หมดความดิ้นรนปรุงแต่งของจิต หมดความอยากเรียกว่าวิราคะ หมดความดิ้นรนของจิตเรียกว่าวิสังขาร ก็เข้าถึงวิมุตติ ความปล่อยวาง จิตหลุดพ้นจากอะไร จากอาสวะที่ห่อหุ้ม อาสวะห่อหุ้มจิตอยู่ตลอดเวลา เวลาอริยมรรคเกิดครั้งที่หนึ่ง อริยมรรคก็จะแหวกอาสวกิเลสขาดสะบั้นออกไป แล้วไม่นานมันจะกลับมาปิดอีก แหวกครั้งที่สองก็ยังมาปิด ครั้งที่สามก็ยังมาปิด หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยบอกหลวงพ่อ ต้องแหวก 4 ครั้ง อาสวะต้องถูกแหวกด้วยอริยมรรค 4 ครั้งมันถึงจะไม่กลับมาอีกแล้ว แตกกระจัดกระจายสลายตัวไป

Page 1 of 73
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 73