ชอบตึงที่หน้าผาก อยากดี เวลานั่งรู้สึกไม่สงบ เดินนานไม่ได้ มีภาวะเส้นเลือดขอด ใช้การทำงานบ้านก็ไม่มีความสุข

เดินไม่ได้ก็เคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ อะไร ขยับตัว ไม่ต้องไปแกล้งขยับ เราแต่ละคน เรากระดุกกระดิกอยู่แล้ว ก็กระดุกกระดิกไป รู้สึกไป หลวงพ่อหัดดูจิตใหม่ๆ ขนาดนั่งสมาธิมาแต่เด็ก พอหัดดูจิต โอ๊ย ดูเสียเมื่อยตาเลย ดูผิด เอาตาไปดู ที่แท้มันรู้ด้วยความรู้สึก

ยังไม่เข้าใจการเอาจิตรู้เพ่ง รู้เผลอ ไปเจริญปัญญา

จิตเพ่ง จิตเผลอ มันเจริญปัญญาไม่ได้ มันขวางการเจริญปัญญา แต่ถ้าเรารู้ทัน มันก็จะทำได้ เวลาทำกรรมฐาน ให้มันเด็ดเดี่ยวลงไปกว่านี้ ทำกรรมฐานหลายอย่างเกินไป มันจะฟุ้งซ่าน อย่างครูบาอาจารย์พุทโธ ท่านก็พุทโธจริงๆ พุทโธอยู่อย่างนั้น พุทโธเป็นปีๆ แล้วจิตสงบก็รู้ จิตฟุ้งซ่านก็รู้ เห็นไหม ไม่ทำอะไรเยอะ ถ้าทำอะไรเยอะๆ มันจับหลักยาก ใจมันไม่มีที่ยึด ไม่มีที่อาศัยเกาะเกี่ยว

ภาวนาพุทโธเวลาเดินจงกรมจิตเหมือนจะชอบเพ่งมาดูกาย รู้สึกเหมือนเจอโมหะ ทำให้ง่วงซึม

เพราะฉะนั้นเคลื่อนไหวแล้วรู้สึกๆ จิตมันจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมา ทันทีที่จิตตั้งมั่น ขันธ์จะแยกทันที เพราะในความเป็นจริงขันธ์มันแยกกันอยู่แล้ว เราต่างหากไปรวบมันเข้ามาไว้ด้วยกัน เราหมายรู้ผิด เราไปรวบเอาขันธ์ 5 เข้ามา ฉะนั้นถ้าจิตเราถูก จิตเราตั้งมั่น ขันธ์มันกระจายตัวทันทีเลย มันก็จะเห็นแต่ละขันธ์ๆ เป็นไตรลักษณ์ ดูขันธ์ไหนได้เอาขันธ์นั้นก่อน อย่างดูกายได้ก็ดูกายไป ทำกายานุปัสสนาไปด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลาง ดูเวทนาได้ก็ดูไปด้วยจิตตั้งมั่นเป็นกลาง ดูวิญญาณ รู้ไปด้วยจิตตั้งมั่นเป็นกลาง ค่อยๆ ฝึก อย่าใจร้อน

เห็นการกระทบผัสสะจนเกิดกิเลสต่างๆ ที่เข้ามา กำลังของสมาธิน้อย หลังจากเพิ่มการภาวนาในรูปแบบกำลังของสมาธิเพิ่มมากขึ้นไหม

เวลาตัดกิเลส ศีล สมาธิ ปัญญามันประชุมลงที่จิตด้วยกำลังของสัมมาสมาธิ ขณะนี้จิตมันอยู่ข้างนอกรู้สึกไหม ลองหายใจสิ เอาความรู้สึกไว้ที่ลมหายใจ เห็นลมหายใจไหลเข้ามาในร่างกาย จิตมันยังฟุ้งเยอะ ก่อนภาวนาก็ไหว้พระสวดมนต์แล้วก็เดินจงกรมอะไรไป เห็นร่างกายเดิน ใจเป็นคนดู เห็นร่างกายเดิน ใจเป็นคนรู้สึกไปเรื่อยๆ แล้วจิตมันจะมีแรงขึ้นมา การที่เราร่างกายเคลื่อนไหวจิตรู้สึกมันจะทำให้จิตเราไม่หนีเกินกายออกไป

แบบฝึกหัดซ้อมดูจิตเคลื่อน

ถ้ายังเห็นไม่ได้ว่าจิตไหลไปทางตา ทางหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดูไม่เป็น ดูไม่ออกก็ฝึกซ้อม มีแบบฝึกหัดสำหรับฝึกซ้อม ก็คือจงใจกำหนดจิตไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กำหนดจิตไปที่ผมเรา ผมไม่มีจะจับแล้วด้วย เรามีนิดเดียว กำหนดจิตไว้ที่ผม ดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งความรู้สึกเราไปรวมอยู่ที่นี้ พอความรู้สึกเราไปรวมอยู่ที่ผมแล้ว เราก็ย้ายที่ ลงมาอยู่ที่จมูกก็ได้ จนความรู้สึกไปอยู่ที่จมูก แล้วก็เปลี่ยน ต่อไปความรู้สึกจะไปเด่นที่ไหน เราจะเห็น จะเห็นเอง ฝึกอยู่ในร่างกาย เคลื่อนอยู่ในกายนี้ให้ชำนาญ แล้วต่อไปจิตไปเคลื่อนไปทางตา เราก็จะเห็น ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็จะเห็น ตัวยากที่สุด จิตไหลไปคิด มันละเอียดที่สุด

ระหว่างวันใช้พุทโธเป็นวิหารธรรม สลับกับสวดชินบัญชร มีสติรู้ตัวได้บ่อยขึ้น แต่ยังหลงนาน

หลวงปู่ดู่ บอกสวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็นยาจริงๆ สวดมนต์ไม่ต้องสวดเยอะ สวดในใจเราเบาๆ นิดๆ หน่อยๆ คล้ายๆ ก่อนจะลงมือทำวิปัสสนา ก่อนจะปฏิบัติ สวดมนต์เพื่อการปรับจิตใจของเราให้มันเรียบร้อยขึ้น อย่างเราไปทำงานมาทั้งวัน จิตใจเรากระโดกกระเดก ก่อนจะลงมือปฏิบัติก็ปรับจิตเราให้มันเรียบร้อยหน่อย สวดมนต์ คิดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์อะไร คิดไป เอานิดหน่อยพอ แล้วก็ลงมือรู้กายรู้ใจไป ถ้าตอนไหนจิตฟุ้งซ่านกลับมาทำความสงบ ชินบัญชรยาวไป ดีไม่ไปสวดมหาสมัย สวดทีเป็นชั่วโมง หมดเวลา ไม่ได้ภาวนา สวดมนต์คล้ายๆ วอร์มอัพแล้วก็ลงมือทำงานตัวจริงของเรา คือภาวนาไป

หลักสูตรของฆราวาส

ศาสนาพุทธมีของดีของวิเศษมากมาย ไม่ใช่แค่ว่ามาวัดแล้วก็สบายใจ พอใจแล้ว ศาสนาพุทธสอนให้เราฝึกพัฒนาตัวเอง อยู่กับโลกเป็นฆราวาสก็มีธรรมะสำหรับฆราวาส มีพระก็มีธรรมะสำหรับพระ แต่ธรรมะไม่ว่าจะของฆราวาสหรือของพระ มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกันคือ พัฒนาจิตใจของเราให้สูงขึ้น ถ้าสูงเต็มที่แล้วก็จะพ้นทุกข์ไป หลักสูตรที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้ฆราวาสคือเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา หลักสูตรสำหรับพระคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จริงศีล สมาธิ ปัญญา ตัวสมาธิปัญญาก็อยู่ในเรื่องของภาวนา ฉะนั้นของฆราวาสจะมีเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องภาวนา

กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์

ทำกรรมอันใดไว้ก็มีผล ต้องรับผลของกรรมนั้นแน่นอน เพียงแต่จะรับเมื่อไรเท่านั้นเอง กรรมมันสามารถให้ผลได้หลายแบบ กรรมบางอย่างที่รุนแรง เป็นอนันตริยกรรม เป็นครุกรรมทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว จะให้ผลทันทีให้ผลรวดเร็ว อีกอันหนึ่งก็กรรมที่ให้ผลในลำดับต่อไปในชาติต่อๆ ไป บางกรรมก็ให้ผลหลังจาก 3 ชาติ 7 ชาติไปแล้วอะไรอย่างนี้ บางกรรมอีกนานกว่าจะให้ผล กรรมบางอย่างยุติไปไม่ให้ผลเรียกอโหสิกรรมอโหสิกรรมคือกรรมที่ให้ผลสำเร็จไปแล้ว ไม่ให้ผลอีกแล้ว ไม่ใช่กรรมที่ไม่มีผล ถ้าเราเข้าใจกรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ว่าเราจะไปเกิดที่ไหนเราก็พยายามสร้างกรรมที่จะเกิดในสุคติเอาไว้ ถ้าเราสะสมแต่กิเลส เราก็จะไปเกิดในทุคติ ถ้าภาวนาไปแล้วก็จะเข้าใจหรอกว่าทุคติมันมีจริงๆ พวกที่น่ากลัวคือพวกอสุรกาย พวกนี้เซลฟ์จัด ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี กูเก่ง กูแน่ ใครก็โปรดไม่ไหว พวกเปรตไปด้วยโลภะ อย่างห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงหมาห่วงแมวอะไรอย่างนี้ก็ไปเป็นเปรตได้ ห่วงสมบัติ พวกเราตั้งใจฝึกตัวเองที่จะไปสู่สุคติ ถ้าฝึกให้ได้มรรคผลนิพพานไปเลยก็ดี ไม่ได้ถึงพระอรหันต์ยังต้องเกิดอีก ก็ให้ได้ธรรมะได้โสดาบันก็ปลอดภัย ไม่ไปทุคติ แต่พระโสดาบันหรือพระอนาคามี พระสกิทาคามี กระทั่งพระอรหันต์ วิบากมันก็ตามได้ มันตามมาที่ร่างกาย อย่างพระพุทธเจ้าเราสมัยยังไม่ได้ตรัสรู้ ท่านก็เคยทำผิด ท่านก็เคยทำบาปเหมือนอย่างที่พวกเราทำผิดทำบาปกัน ท่านก็เคยทำแล้วท่านก็ตกนรก จนพัฒนาตัวเองขึ้นมาจนเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์แล้ว ผลกรรมที่ทำไว้ยังตามมาทำร้ายร่างกายท่านได้ แต่ทำร้ายจิตใจไม่ได้แล้ว จิตใจท่านพ้นโลกไปแล้ว กรรมมันเล่นงานได้เฉพาะสัตว์ที่อยู่ในโลกเท่านั้น ทีนี้ร่างกายยังมีอยู่ ก็ยังรับผลของกรรมได้ พวกเราก็ต้องใช้หลักที่พระพุทธเจ้าสอน กรรมชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า

ทำอย่างไรเราจะไม่ยึดถือ

ถ้าไม่ยึดถือได้ก็ไม่ทุกข์ เรายึดถือเพราะเราไม่รู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรม ของกายของใจ ฉะนั้นเราก็ต้องมาเรียนรู้ความจริงของกายของใจ ถ้าเรารู้ความจริงของกายของใจ ใจก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ เมื่อจิตไม่ยึดถือ จิตก็พ้นจากทุกข์ จิตไม่มีภาระ ท่านบอกพระอรหันต์ท่านวางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยภาระขึ้นมาอีก สิ่งที่เป็นภาระก็คือรูปธรรมนามธรรม หรือขันธ์ 5 นั่นล่ะ ขันธ์ 5 เป็นภาระ พระอริยเจ้าคือพระอรหันต์วางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก ท่านเลยพ้นจากทุกข์ทั้งปวง อย่างพวกเรายังวางภาระไม่ได้ เรายังยึดยังถือ ไม่สามารถปล่อยวางความถือมั่นในร่างกายจิตใจได้ เพราะเรายังมีอวิชชา เราไม่รู้ความจริงของชีวิต ไม่รู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรม พระพุทธเจ้าก็เลยสอน ให้เราเรียนรู้ความจริงของกายของใจเรานี้ ถ้ารู้ความจริงได้ก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ แล้วก็หลุดพ้น ปล่อยวาง จิตก็เข้าถึงสันติสุข เข้าถึงพระนิพพาน มีความสงบสุขอย่างแท้จริง ไม่มีภาระ ไม่มีความปนเปื้อน มีความสงบสุข

คุณค่าของสติ

ถ้าเรามีสติรักษาจิตอยู่ศีลก็เกิด มีสติอยู่จิตไหลไปหลงไปรู้ทัน จิตก็ตั้งมั่นมีสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน มีสมาธิ แล้วพอตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ เกิดความเปลี่ยนแปลงในร่างกายจิตใจ มีสติรู้ทันความเปลี่ยนแปลงในร่างกายในจิตใจ อันนั้นเป็นการเดินปัญญา ฉะนั้นมีสติตัวเดียวเราจะได้ทั้งศีล ได้ทั้งสมาธิ ได้ทั้งปัญญา เมื่อทำให้มากเจริญให้มาก ก็จะเกิดวิมุตติ เกิดอริยมรรค เกิดอริยผลขึ้น ถ้าทำให้มากเจริญให้มาก สติสำคัญที่สุดเลย

Page 1 of 75
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 75