รู้สึกพัฒนาขึ้นตามลำดับ จากเห็นจิตคิดเอง​ เริ่มเห็นความคิดเกิด แล้วจิตไปรู้เข้า​ เห็นครั้งแรกตกใจเพราะขัดกับที่เข้าใจมา​ เริ่มศึกษาปริยัติ​เพื่อตรวจสอบตัวเอง​

เวลาภาวนา ลืมตำราไปก่อน ดูจากของจริงนี่ล่ะแล้วค่อยไปเทียบกับตำรา ถ้าระหว่างภาวนาแล้วคิดถึงตำราไปไม่รอดหรอก ความคิดมันจะนำหน้าการรู้ตามความเป็นจริงไป มันจะคาดเดาล่วงหน้า ตำราโยนทิ้งไปก่อนตอนนี้

มีการเคลื่อนไหวเป็นวิหารธรรม แต่ยังไม่ชอบดูความทุกข์ ยังตามใจกิเลสเพื่อหนีความทุกข์ เผลอจมไปในความคิด และความกังวลบ่อยๆ

ความทุกข์เป็นสิ่งที่อยู่ชั่วคราว แล้วก็ผ่านไป เสมอกับความสุข เท่าเทียมกัน สุขก็เป็นภาระของจิต ทุกข์ก็เป็นภาระของจิต เท่าเทียมกันหรอก ฉะนั้นเราหนีทุกข์ไม่ได้หรอก เพราะกระทั่งสุขก็เป็นภาระ คือเป็นทุกข์

ปฏิบัติในรูปแบบ ได้เห็นสภาวะต่างๆ คิดว่าพอไปได้ เอาตัวรอดได้ แต่ก็ได้เห็นว่าการปฎิบัติในชีวิตจริง แพ้ไม่เป็นท่า สติไม่ทัน

มรรคผลไม่ได้ได้มาเพราะอยาก แต่ได้มาเพราะสิ้นอยาก ที่สิ้นอยากเพราะเห็นความจริงของรูปนามขันธ์ 5 ว่าไม่น่ารัก ไม่น่ายึดถือ มันก็หมดอยาก หมดอยากก็หมดยึด หมดยึดก็หมดทุกข์ แต่ถ้าอยากให้พ้นทุกข์ มีอยาก อย่างไรก็ไม่พ้น ฉะนั้นไม่ต้องไปอยากมัน ผลมันมาเอง ทำเหตุไปเรื่อยๆ แล้วผลมันเกิดเอง อย่าเร่าร้อน

ฝึกสติหลงแล้วรู้ เห็นทุกข์มากกว่าสุข มีความจริงจังในการปฏิบัติมากขึ้น ยังทำงานอยู่และมีครอบครัว ควรปฏิบัติอย่างไร

ถ้าเราภาวนาด้วยกันทั้งบ้าน โอ๊ย มีความสุขมากเลย บ้านจะสงบสุข คล้ายๆ ศีลและทิฏฐิเสมอกัน อยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข ถ้าเราทำได้คนหนึ่ง อีกคนหนึ่งขวาง ไม่มีความสุข ค่อยๆ กล่อมเกลาคนรอบๆ ตัวเราให้เขาภาวนาโดยการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เขาเห็น เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เขาเห็น ให้เห็นว่า เออ เราภาวนาแล้วเราดีขึ้น มีความสุขขึ้น เป็นการจูงใจให้คนรอบๆ ตัวภาวนาด้วย

อยู่กับความว่าง เกิดปีติ แล้วสังเกตความคิด อารมณ์ และความรู้สึก แล้วทำให้นิ่งเรียบ

อย่าไปแต่งจิตให้ว่างๆ แต่ถ้าจิตมันเคยชินจะเข้าไปว่าง ดูเลย ไอ้ว่างก็ไม่เที่ยง ไอ้ว่างนี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา เป็นของถูกรู้ถูกดู จิตมันก็ไม่ไปติดที่ว่าง มันทวนกระแสกลับเข้ามาที่ตัวเองได้ เวลาจิตไปติดว่าง มันมีความสุข มันสงบ มันดูสะอาด แต่มันไม่เดินปัญญาต่อ มันไม่เห็นทุกข์หรอก ทุกข์มันอยู่ที่กายที่ใจเรานี้ แต่เราไปอยู่ที่ว่าง เลยมองทุกข์ไม่ออก กลับมาที่ตัวเอง

จิตนิ่งเป็นสมาธิ เป็นแบบนี้บ่อยๆ บางครั้งเวลานอนภาวนา จะคล้ายนอนไม่หลับ รู้สึกตัวทั้งคืน บางครั้งรู้สึกตัวเบา ลอยๆ ชาๆ

พวกที่ติดสมาธิ มันจะขี้โมโห เพราะตอนอยู่กับสมาธิ มันอยู่ในโลกของตัวคนเดียว ไม่มีใครมายุ่ง พอต้องมากระทบอารมณ์ โทสะมันจะขึ้นปรี๊ดเลย เป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นตอนที่ออกจากสมาธิ พิจารณากายลงไปเลย ร่างกายเราตั้งแต่หัวถึงเท้า เท้าถึงหัว พิจารณาขึ้น พิจารณาลง ดูไปเรื่อย มีแต่ของไม่สวย มีแต่ของไม่งามจริง มีแต่ของสกปรก ไม่น่ารัก ไม่น่าหวงแหน เป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา

ช่วงนี้มีปัญหาที่ทำงาน มีการเปลี่ยนสายงาน ติดใช้โทรศัพท์มือถือ บางทีนั่งสมาธิในรูปแบบ แต่ใจคิดไปเรื่องอื่นๆ จนหมดแรงและนอนหลับไป

เวลามีงานมากๆ ที่ต้องคิด มีปัญหาชีวิตที่ต้องแก้อะไรอย่างนี้ จิตมันจะออกข้างนอก ห้ามมันไม่ได้ พอมันออกนอกไปแล้ว ถึงเวลาที่เรามีเวลาที่จะเบรก มีเวลาของเราเอง กลับมารู้สึกที่กายไว้ ถ้ากลับมารู้สึกกาย เดี๋ยวจิตจะได้มีแรงขึ้นมา เอาไปสู้กับชีวิตได้อีก เราไม่ได้ฝึกเพื่อหนีโลก ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาของคนหนีโลก แต่เป็นศาสนาที่เราจะเรียนรู้โลก จนกระทั่งวันหนึ่งจิตใจเราอยู่เหนือโลก โลกก็วุ่นวายอยู่อย่างนั้น แต่จิตใจเราอยู่เหนือแล้ว มันก็ไม่วุ่นวายไปด้วย

รูปธรรมนามธรรมเป็นไตรลักษณ์

การปฏิบัติ เบื้องต้นฝึกให้มีสติ เมื่อเรามีสติที่ถูกต้อง สัมมาสมาธิเกิด การเจริญปัญญาเกิด เบื้องปลายของการทำสติปัฏฐาน ก็คือเราจะเกิดปัญญา จะรู้แจ้งเห็นจริง ว่ารูปธรรมนามธรรมทั้งหลายแหล่ ล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ทั้งสิ้น เมื่อเราสามารถเห็นความจริงถึงระดับที่รูปธรรมนามธรรมเป็นไตรลักษณ์ ทีแรกจะเห็นแต่ของหยาบ เห็นร่างกายเป็นไตรลักษณ์ เห็นละเอียดขึ้น ก็เห็นเวทนาเป็นไตรลักษณ์ เห็นสังขารเป็นไตรลักษณ์ สุดท้ายมันเห็นจิตก็เป็นไตรลักษณ์

ใจยอมรับความจริงได้ก็ไม่ทุกข์

อยู่กับโลกต้องอดทน แล้วปัญหาทุกอย่างกระทั่งความสุขก็เป็นของชั่วคราว ถ้าใจเรายอมรับได้ เราไม่ทุกข์หรอก ที่เราทุกข์เพราะเรายอมรับไม่ได้ ยอมรับความจริงไม่ได้ อย่างเรายอมรับไม่ได้ว่าเราจะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากคนที่เรารักอะไรอย่างนี้ ยอมรับไม่ได้ใจเราก็ทุกข์ ยอมรับได้เราก็ไม่ทุกข์ รู้สึกมันธรรมดา เมื่อไรเวลาทุกอย่างปรากฏแล้วเรารู้สึกนี่ธรรมดา เราจะไม่กลุ้มใจ พอยอมรับว่าเป็นธรรมดาใจจะไม่อยาก หมดความอยาก ถ้ายอมรับธรรมดาไม่ได้ ใจเราก็อยาก ความอยากหรือตัวตัณหาเป็นตัวสมุทัย เป็นตัวนำความทุกข์เข้ามาสู่ใจเรา ถ้าใจไม่อยากก็ไม่เดือดร้อนอะไรแล้ว มองทุกอย่างธรรมดา ฉะนั้นที่เราเรียนธรรมะ เราจะไม่ได้เป็นคนเหนือธรรมดาแต่เราจะยอมรับความจริงว่าเราเป็นคนธรรมดา เป็นคนธรรมดาที่จะต้องแก่ จะต้องเจ็บ จะต้องตาย จะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก จะต้องประสบกับสิ่งที่ไม่รัก จะต้องมีความไม่สมหวัง เป็นเรื่องธรรมดา

บุญจากการภาวนา

การที่เราไปปิดทอง ไปฝังลูกนิมิตอะไรนี้ อย่างมากที่สุดเราก็ได้ไปเป็นเทวดา คนทั่วไปเขาบอกเป็นเทวดาก็ดี ก็ดีสิ แต่มันมีดียิ่งกว่านั้นอีก ถ้าเราหัดทำสมาธิได้ จิตเราสงบ แล้วไปเป็นพรหมได้ สูงกว่าเทวดา จิตประณีตกว่า ถ้าเราภาวนาได้ดีจริงๆ เลย เราเข้าถึงมรรคผล แค่โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล มรรคผลจะเกิดต่อกันทันที เป็นอกาลิโก ไม่มีช่องว่าง ไม่มีระยะเวลา
การที่เรามาทำบุญ ทำอะไรอย่างนี้ มันทำให้เรามีแรงวิ่ง เราอาจจะวิ่งขึ้นสวรรค์ไปได้ หนีนรกไปได้ แต่ก็ได้ชั่วคราว แต่ถ้าเราภาวนาได้เป็นพระโสดาบัน เราจะปิดอบาย เราจะไม่ไปเกิดในอบายภูมิอีกแล้ว ต่ำที่สุดก็เป็นมนุษย์ หรือเป็นเทวดา หรือเป็นพรหม เป็นได้เท่านี้ ไม่ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต อสุรกาย เป็นสัตว์นรก ไม่เป็น ในขณะที่ทำความดี ทำบุญทำอะไรอย่างนี้ ไปเป็นเทวดา เป็นพรหม ก็ยังหนีนรกไม่พ้น

Page 1 of 76
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 … 76