จิตไปดูอวัยวะภายในร่างกาย ตกใจกลัวว่าไม่มีอะไรเป็นเรา มันเคว้งคว้างกลัวตาย นอนไม่หลับเหมือนสติจะแตก เคยเห็นสันตติขาด ตอนนี้เสื่อม

มันเสื่อมก็ช่างมัน เราทำของเราทุกวันๆ เราไม่ได้ทำเอาดีอะไรหรอก เราจะเรียนรู้ตัวเองไปเรื่อยๆ ที่ฝึกอยู่ดี แต่ว่าความรักตัวตนนั้นมันรุนแรง พอมันเริ่มไปเห็นว่าตัวเราไม่มี มันตกใจ บางคนกลัวเลย บางคนตกใจ บางคนรู้สึกเบื่อเซ็งไปเลย ห่อเหี่ยว มันเบื่อ รู้ว่าเบื่อ มันตกใจ รู้ว่าตกใจ มันห่อเหี่ยว รู้ว่าห่อเหี่ยว สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่ใช่จิต เป็นแค่ความรู้สึก ดูไปอีก ในที่สุดความรู้สึกเหล่านั้นกับจิตก็แยกออกจากกัน จิตมันเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สะสมไปเรื่อยๆ มันก็เกิดความกล้าหาญมากขึ้นๆ ถึงจุดหนึ่งมันก็จะยอมรับความจริงได้ ร่างกายไม่มีสาระแก่นสารอะไรเลย ไม่ได้ของสวยของงาม ไม่มีตัวเราของเรา

แผนที่การเดินทางในสังสารวัฏ

ฝึกนะ ธรรมะไม่ใช่ของคุยเล่น ไม่ได้เอาไว้เถียงกับคนอื่น เอาไว้เป็นแผนที่ในการเดินทางในสังสารวัฏของเรา ถ้าเราไม่มีแผนที่ ที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ให้ พวกเราจะระหกระเหิน ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไปไม่รอดหรอก เราได้แผนที่ที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ให้แล้ว คือการเจริญไตรสิกขา มีแผนที่แล้วก็ต้องเดิน ปฏิบัติศีล ปฏิบัติสมาธิ ปฏิบัติปัญญา ศีลเป็นเครื่องขัดเกลาพฤติกรรมทางกายวาจา สมาธิเป็นเครื่องพัฒนาจิต ให้มีกำลังตั้งมั่น ปัญญา คือการที่รู้ความจริง เห็นความจริง มีศีล มีสมาธิ ปัญญา วิมุตติก็จะเกิดเอง จิตเข้าถึงความหลุดพ้นด้วยตัวเอง ไม่มีใครช่วยได้ อย่างตอนนี้พวกเราฟัง เราได้แผนที่ แล้วถ้าเราไม่เดินก็ไม่ถึงปลายทาง เดินต้องเดินด้วยตัวเอง

รีบปฏิบัติเข้า

รีบๆ ปฏิบัติเข้า อย่าขี้เกียจ ตอนนี้พวกเราส่วนหนึ่ง ภาวนาแบบก้าวกระโดดไปเยอะแล้ว พวกนี้เขาไม่สงสัยแล้ว ว่าจิตตื่นเป็นอย่างไร จิตตั้งมั่นเป็นอย่างไร ขันธ์แยกเป็นอย่างไร เห็นไตรลักษณ์เห็นอย่างไร เขาไม่ต้องมาถามหลวงพ่อแล้ว ภาวนาแล้วมันรู้ด้วยตัวเอง เวลาจิตเราตั้งมั่น ขันธ์มันแยกออกไป เรารู้สึกเหมือนเราเป็นคนใหม่ ไม่เหมือนคนเดิม คนเดิมเราจะรู้เลยว่าตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยรู้สึกตัว จิตหลงโลก หลงอารมณ์อยู่ตลอดเวลา
ยังหนุ่มยังสาว เป็นช่วงเวลาที่เราแข็งแรงที่สุดทั้งร่างกายและจิตใจ ใช้ช่วงเวลานี้ มารีบภาวนาให้ดี เมื่อก่อนมีครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง หลวงพ่อไม่เคยเรียนกับท่าน แต่เคยได้ยิน ท่านพูดบอกว่า ท่านมาบวชตั้งแต่หนุ่ม เพราะว่าชีวิตวัยหนุ่ม เป็นวัยที่สดชื่นแข็งแรง คนเราเวลาจะทำบุญ พยายามเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เอาไปทำบุญถวายพระ ท่านเลยถวายชีวิตช่วงหนุ่มของท่านนี้ให้พระพุทธเจ้า ออกมาบวชแล้วไม่ยอมสึก ลงมือปฏิบัติไปเรื่อยๆๆ ไม่ยอมเลิก ท่านบอก ท่านถวายของที่ดีที่สุดในชีวิตแล้ว ให้กับพระพุทธเจ้าเป็นพุทธบูชา

พระพุทธเจ้าให้รู้ทุกข์

คำสอนของพระพุทธเจ้าจะอยู่ในกฎของคำว่า ให้รู้ทุกข์ รู้กายอย่างที่กายเป็น รู้ใจอย่างที่ใจเป็น รู้ไปเรื่อยๆ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน คอยรู้สึกตัวไว้ ร่างกายที่ทำไมต้องยืน ต้องเดิน ต้องนั่ง ต้องนอน ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ต้องหายใจเข้า ต้องหายใจออก ทำไมมันต้องกินข้าว ทำไมมันต้องขับถ่าย ทำไมมันต้องดื่มน้ำ ทำไมต้องปัสสาวะ เพื่อหนีทุกข์ไปเรื่อยๆ เพราะในความเป็นจริงแล้ว มันถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราเห็นความจริง กายนี้คือทุกข์ ใจนี้คือทุกข์ ไม่ใช่ของวิเศษหรอก เราอาศัยมันชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ยึดถือ เราก็จะไม่ทุกข์เพราะกายเพราะใจ

เส้นทางที่ลัดสั้น

เราภาวนา เข้ามาให้ถึงจิตถึงใจตัวเองให้ได้ จะรักษาศีลก็รู้เท่าทันจิต เวลาจิตฟุ้งซ่านให้เรารู้ว่าฟุ้งซ่าน แล้วมันสงบเอง เพราะอะไรฟุ้งซ่านเป็นกิเลส ทันทีที่มีสติกิเลสดับเลย จิตไม่ฟุ้งซ่าน จิตก็ตั้งมั่นจิตก็สงบ อาศัยการที่เรามีสติคอยรู้ทันจิตใจตัวเอง กิเลสครอบงำจิตไม่ได้ก็ไม่ผิดศีล กิเลสครอบงำจิตไม่ได้ก็มีสมาธิขึ้นมา อ่านจิตอ่านใจไปเรื่อย จิตเดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็เลว เดี๋ยวก็สุขเดี๋ยวก็ทุกข์ รู้เท่าทันไปเรื่อยๆ สุดท้ายมันก็ได้มรรคได้ผล ตั้งแต่ขั้นต้นเห็นเลยจิตไม่ใช่เรา โลกไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา ในขั้นสุดท้ายที่จะแตกหักข้ามภพข้ามชาติ จะเห็นเลยจิตนั่นล่ะคือตัวทุกข์ ขันธ์ 5 คือทุกข์ โลกทั้งหมดคือตัวทุกข์ เรียกว่าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง ก็เป็นอันละสมุทัย เกิดสัมผัส เข้าไปสัมผัส เข้าไปรู้เข้าไปเห็นพระนิพพาน เกิดอริยมรรคขึ้น นี้เป็นเส้นทางที่เราจะเดิน เป็นเส้นทางที่ลัดสั้นมากเลย ตัดตรงเข้ามาที่จิตตัวเอง แล้วบาปอกุศลทั้งหลายเราก็จะไม่ทำ กุศลทั้งหลายมันก็จะเจริญขึ้น