บางวันดูจิตไม่ได้จะฟุ้งซ่าน พอรู้ตัวจะมาระลึกกายแทน พยายามดูอกุศลเป็นไตรลักษณ์ แต่จิตยังไม่เป็นกลาง

ถ้าจิตฟุ้งซ่านรู้ว่าฟุ้งซ่านได้ดีที่สุดเลย จุดสำคัญคือต้องเป็นกลาง เป็นกลางมีหลายกลาง เป็นกลางเพราะสติก็มี เป็นกลางเพราะสมาธิก็มี เป็นกลางที่เลิศที่สุดคือเป็นกลางด้วยปัญญา อย่างถ้าเราเห็นสุขเกิดดับ ทุกข์ก็เกิดแล้วก็ดับ เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก ต่อไปเวลาสุขเกิด จิตก็ไม่หลงยินดี เป็นกลาง ทุกข์เกิดก็ไม่ยินร้าย เป็นกลาง อันนี้กลางด้วยปัญญา อันนี้ดีเลิศเลย เป็นกลางต่อความปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง แต่ถ้ากลางด้วยสมาธิจะเป็นอีกแบบหนึ่ง กลางด้วยสติก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง

เมื่อฟุ้งซ่านมาก จะกลับไปบริกรรมแล้วกลับมาดูลมหายใจต่อ บางครั้งเห็นความคิดดับ แต่น่าจะเป็นการคิดเอา จิตไม่ตั้งมั่น ฟุ้งซ่านมากและติดดี

อย่าไปเพ่ง อย่าไปจ้อง รู้สึกเอา ใจถลำลงไปก็รู้ สังเกตสภาวะไปเรื่อยๆ ถ้าเราเห็นสภาวะที่จิตมันทำงานได้ก็ดูไปเลย ไม่ต้องแก้ไข จิตหลงไปก็รู้ จิตต้องมีเครื่องอยู่ ถ้าจิตไม่มีเครื่องอยู่ มันจะหลง ฉะนั้นอยู่กับกรรมฐาน อยู่กับกาย อยู่อะไร รู้สึกไป แล้วพอจิตมันเคลื่อนไป มันลืมร่างกายเราก็จะรู้ มันหลงไปคิดเราก็จะรู้

เดินจงกรมหลังฟังธรรม ระหว่างเดินไม่รู้สึกง่วงหรือหน่วง แบบเวลานั่งสมาธิ แต่สังเกตว่าฟุ้งซ่านถี่กว่ามาก

การเดินจงกรม ก็คือรู้สึกร่างกายที่เดิน รู้สึกๆ รู้สึกตัว เดินจงกรมเน้นที่ความรู้สึกตัว ไม่ได้เน้นที่ระยะทาง ไม่ได้เน้นที่เวลา รู้สึกตัว พอเรารู้สึกได้สัก 3 ชั่วโมง จิตมีแรง จิตมีแรงแล้ว จิตตั้งมั่นแล้ว ก็จะเดินปัญญาได้จริง แล้วจะไม่สงสัยหรอก ว่าหลวงพ่อสอนอะไรอยู่

ภาระทางโลกมาก เลี้ยงลูกเล็กวัยกำลังซน 2 คน บวกทำงานรับราชการ แต่ก็พยายามจัดสรรเวลาทำในรูปแบบ

เราอยู่กับโลก เรามีหน้าที่ต่อโลก เลี้ยงลูกแล้วเรา เฮ้อ เมื่อไรจะเลิก เมื่อไรจะว่างสักที รีบๆ เลี้ยง ให้มันรีบนอนๆ ไป เราจะได้มาภาวนา อันนี้เข้าใจผิดแล้ว ฉะนั้นเลี้ยงลูกก็ภาวนาได้ ลูก วันนี้ป้อนข้าว แหม มันกินดี เราดีใจรู้ว่าดีใจ วันนี้มันไม่ยอมกินเสียที แล้ววันนี้มันไม่ยอมนอนสักที มันจะเล่นอย่างเดียว ชักโมโห รู้ นี้คือการปฏิบัติทั้งหมดเลย รวมการปฏิบัติเข้ามาในชีวิตเราจริงๆ แล้วมันทำได้เยอะ มันไม่ใช่ว่าต้องรอให้ลูกหลับแล้วถึงจะภาวนาหรอก

ชอบเปลี่ยนคำบริกรรม และบทสวดมนต์ตามที่จิตชอบ จิตไม่ค่อยตั้งมั่น ขี้โมโห ฟุ้งซ่าน หลงนาน ขอกรรมฐานและคำบริกรรมเฉพาะตัวที่เหมาะกับจริต

บริกรรมเกี่ยวกับเมตตาไว้ บทของครูบาอาจารย์เกี่ยวกับเมตตามีเยอะแยะ ถ้าชอบยาวๆ ของหลวงปู่ขาว เป็นบทเมตตาที่ทั้งสงบ ทั้งเย็น “พุทธะเมตตัง จิตตัง มะมะ พุทธะพุทธา นุภาเวนะ ธัมมะเมตตัง จิตตัง มะมะ ธัมมะธัมมา นุภาเวนะ สังฆะเมตตัง จิตตัง มะมะ สังฆะสังฆา นุภาเวนะ”

ชอบใช้พุทโธถี่ๆ มากกว่าดูลมหายใจ ยังฟุ้งซ่าน และหลงโลกอยู่มาก ยังเดินปัญญาไม่เป็น พยายามจะเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่บางทีก็ยังทำไม่ค่อยได้

เราจะรู้ทันความปรุงแต่งของจิต โดยที่เราไม่เข้าไปปรุงแต่งจิตเสียเอง เราจะรู้ทันความปรุงแต่งของจิตได้ เมื่อจิตของเราตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ครูบาอาจารย์วัดป่าจะเรียกว่าจิตผู้รู้ หรือจิตประภัสสร พระพุทธเจ้าบอกว่า เดิมนั้นจิตมันประภัสสร คือจิตปกติของเรานั่นล่ะ มันประภัสสร แต่เศร้าหมองเพราะกิเลสมันจรมา นี้เราพยายามฝึกจนกระทั่งจิตของเราตั้งมั่นขึ้นมา ตื่นขึ้นมา สว่าง ผ่องใส สบาย เงียบๆ แล้วพอมันปรุงอะไรขึ้นแม้แต่เล็กๆ เราก็จะเห็น ตรงนี้ที่เรารู้ทันความปรุงแต่งได้ เพราะจิตของเรามีกำลังตั้งมั่นขึ้นมา

ระหว่างเล่นเกมได้เห็นความโลภ อยากเอาชนะ ดีใจ เสียใจ เห็นว่าความดีใจนั้นถูกเคลือบด้วยกิเลส ระยะหลังนี้มีการทะเลาะกับคนในครอบครัว รู้สึกมีผลต่อการภาวนา

คำถาม: ภาวนาในรูปแบบโดยนั่งสมาธิและเดินจงกรม กำหนด พุทโ …

Read more

ส่วนใหญ่โทสะแรงเมื่อตื่น ไม่ก็ฟุ้งซ่านเรื่องราคะ เคยทำสมาธิ แต่ไม่เข้าใจว่าสมาธิจริงๆ เป็นอย่างไร

คำถาม: มีเย็นร้อนในอก ขึ้นกับความรู้สึก ส่วนใหญ่มักเห็น …

Read more

จิตเกิดดับสืบเนื่องกันอย่างรวดเร็ว

เรามีสติเห็นตัวสภาวะ เห็นจิต แต่เราไม่มีปัญญา ที่จะแยกว่าจิตที่เกิดขึ้นนี้ มันเกิดดับสืบเนื่องกันอย่างรวดเร็ว สันตติขาด เราก็จะรู้ว่าจริงๆ จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ดวงใหม่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ดวงที่ใหม่กว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เราจะเห็นมันเกิดดับๆๆ สืบเนื่องกัน ตัวนี้เรียกว่าเห็นอนิจจังของจิต แล้วมันก็ทำลายภาพลวงตา ที่เดิมเราคิดว่า โอ๊ย จิตมีดวงเดียว จิตคือตัวเราวิ่งไปวิ่งมา ออกไปเสพอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คราวนี้พอมันขาดออกเป็นตัวๆ ไป เป็นดวงๆ ไป เราจะพบว่ามันไม่ใช่ตัวเรา มันมีแต่ของที่เกิดแล้วดับ ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตน เป็นอมตะ ถาวร ตรงนี้เป็นปัญญาชั้นละเอียดของเราชาวพุทธ

Page 1 of 3
1 2 3