อยู่กับความว่าง เกิดปีติ แล้วสังเกตความคิด อารมณ์ และความรู้สึก แล้วทำให้นิ่งเรียบ

อย่าไปแต่งจิตให้ว่างๆ แต่ถ้าจิตมันเคยชินจะเข้าไปว่าง ดูเลย ไอ้ว่างก็ไม่เที่ยง ไอ้ว่างนี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา เป็นของถูกรู้ถูกดู จิตมันก็ไม่ไปติดที่ว่าง มันทวนกระแสกลับเข้ามาที่ตัวเองได้ เวลาจิตไปติดว่าง มันมีความสุข มันสงบ มันดูสะอาด แต่มันไม่เดินปัญญาต่อ มันไม่เห็นทุกข์หรอก ทุกข์มันอยู่ที่กายที่ใจเรานี้ แต่เราไปอยู่ที่ว่าง เลยมองทุกข์ไม่ออก กลับมาที่ตัวเอง

จิตนิ่งเป็นสมาธิ เป็นแบบนี้บ่อยๆ บางครั้งเวลานอนภาวนา จะคล้ายนอนไม่หลับ รู้สึกตัวทั้งคืน บางครั้งรู้สึกตัวเบา ลอยๆ ชาๆ

พวกที่ติดสมาธิ มันจะขี้โมโห เพราะตอนอยู่กับสมาธิ มันอยู่ในโลกของตัวคนเดียว ไม่มีใครมายุ่ง พอต้องมากระทบอารมณ์ โทสะมันจะขึ้นปรี๊ดเลย เป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นตอนที่ออกจากสมาธิ พิจารณากายลงไปเลย ร่างกายเราตั้งแต่หัวถึงเท้า เท้าถึงหัว พิจารณาขึ้น พิจารณาลง ดูไปเรื่อย มีแต่ของไม่สวย มีแต่ของไม่งามจริง มีแต่ของสกปรก ไม่น่ารัก ไม่น่าหวงแหน เป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา

ช่วงนี้มีปัญหาที่ทำงาน มีการเปลี่ยนสายงาน ติดใช้โทรศัพท์มือถือ บางทีนั่งสมาธิในรูปแบบ แต่ใจคิดไปเรื่องอื่นๆ จนหมดแรงและนอนหลับไป

เวลามีงานมากๆ ที่ต้องคิด มีปัญหาชีวิตที่ต้องแก้อะไรอย่างนี้ จิตมันจะออกข้างนอก ห้ามมันไม่ได้ พอมันออกนอกไปแล้ว ถึงเวลาที่เรามีเวลาที่จะเบรก มีเวลาของเราเอง กลับมารู้สึกที่กายไว้ ถ้ากลับมารู้สึกกาย เดี๋ยวจิตจะได้มีแรงขึ้นมา เอาไปสู้กับชีวิตได้อีก เราไม่ได้ฝึกเพื่อหนีโลก ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาของคนหนีโลก แต่เป็นศาสนาที่เราจะเรียนรู้โลก จนกระทั่งวันหนึ่งจิตใจเราอยู่เหนือโลก โลกก็วุ่นวายอยู่อย่างนั้น แต่จิตใจเราอยู่เหนือแล้ว มันก็ไม่วุ่นวายไปด้วย

ชอบตึงที่หน้าผาก อยากดี เวลานั่งรู้สึกไม่สงบ เดินนานไม่ได้ มีภาวะเส้นเลือดขอด ใช้การทำงานบ้านก็ไม่มีความสุข

เดินไม่ได้ก็เคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ อะไร ขยับตัว ไม่ต้องไปแกล้งขยับ เราแต่ละคน เรากระดุกกระดิกอยู่แล้ว ก็กระดุกกระดิกไป รู้สึกไป หลวงพ่อหัดดูจิตใหม่ๆ ขนาดนั่งสมาธิมาแต่เด็ก พอหัดดูจิต โอ๊ย ดูเสียเมื่อยตาเลย ดูผิด เอาตาไปดู ที่แท้มันรู้ด้วยความรู้สึก

ยังไม่เข้าใจการเอาจิตรู้เพ่ง รู้เผลอ ไปเจริญปัญญา

จิตเพ่ง จิตเผลอ มันเจริญปัญญาไม่ได้ มันขวางการเจริญปัญญา แต่ถ้าเรารู้ทัน มันก็จะทำได้ เวลาทำกรรมฐาน ให้มันเด็ดเดี่ยวลงไปกว่านี้ ทำกรรมฐานหลายอย่างเกินไป มันจะฟุ้งซ่าน อย่างครูบาอาจารย์พุทโธ ท่านก็พุทโธจริงๆ พุทโธอยู่อย่างนั้น พุทโธเป็นปีๆ แล้วจิตสงบก็รู้ จิตฟุ้งซ่านก็รู้ เห็นไหม ไม่ทำอะไรเยอะ ถ้าทำอะไรเยอะๆ มันจับหลักยาก ใจมันไม่มีที่ยึด ไม่มีที่อาศัยเกาะเกี่ยว

ภาวนาพุทโธเวลาเดินจงกรมจิตเหมือนจะชอบเพ่งมาดูกาย รู้สึกเหมือนเจอโมหะ ทำให้ง่วงซึม

เพราะฉะนั้นเคลื่อนไหวแล้วรู้สึกๆ จิตมันจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมา ทันทีที่จิตตั้งมั่น ขันธ์จะแยกทันที เพราะในความเป็นจริงขันธ์มันแยกกันอยู่แล้ว เราต่างหากไปรวบมันเข้ามาไว้ด้วยกัน เราหมายรู้ผิด เราไปรวบเอาขันธ์ 5 เข้ามา ฉะนั้นถ้าจิตเราถูก จิตเราตั้งมั่น ขันธ์มันกระจายตัวทันทีเลย มันก็จะเห็นแต่ละขันธ์ๆ เป็นไตรลักษณ์ ดูขันธ์ไหนได้เอาขันธ์นั้นก่อน อย่างดูกายได้ก็ดูกายไป ทำกายานุปัสสนาไปด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลาง ดูเวทนาได้ก็ดูไปด้วยจิตตั้งมั่นเป็นกลาง ดูวิญญาณ รู้ไปด้วยจิตตั้งมั่นเป็นกลาง ค่อยๆ ฝึก อย่าใจร้อน

เห็นการกระทบผัสสะจนเกิดกิเลสต่างๆ ที่เข้ามา กำลังของสมาธิน้อย หลังจากเพิ่มการภาวนาในรูปแบบกำลังของสมาธิเพิ่มมากขึ้นไหม

เวลาตัดกิเลส ศีล สมาธิ ปัญญามันประชุมลงที่จิตด้วยกำลังของสัมมาสมาธิ ขณะนี้จิตมันอยู่ข้างนอกรู้สึกไหม ลองหายใจสิ เอาความรู้สึกไว้ที่ลมหายใจ เห็นลมหายใจไหลเข้ามาในร่างกาย จิตมันยังฟุ้งเยอะ ก่อนภาวนาก็ไหว้พระสวดมนต์แล้วก็เดินจงกรมอะไรไป เห็นร่างกายเดิน ใจเป็นคนดู เห็นร่างกายเดิน ใจเป็นคนรู้สึกไปเรื่อยๆ แล้วจิตมันจะมีแรงขึ้นมา การที่เราร่างกายเคลื่อนไหวจิตรู้สึกมันจะทำให้จิตเราไม่หนีเกินกายออกไป

ระหว่างวันใช้พุทโธเป็นวิหารธรรม สลับกับสวดชินบัญชร มีสติรู้ตัวได้บ่อยขึ้น แต่ยังหลงนาน

หลวงปู่ดู่ บอกสวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็นยาจริงๆ สวดมนต์ไม่ต้องสวดเยอะ สวดในใจเราเบาๆ นิดๆ หน่อยๆ คล้ายๆ ก่อนจะลงมือทำวิปัสสนา ก่อนจะปฏิบัติ สวดมนต์เพื่อการปรับจิตใจของเราให้มันเรียบร้อยขึ้น อย่างเราไปทำงานมาทั้งวัน จิตใจเรากระโดกกระเดก ก่อนจะลงมือปฏิบัติก็ปรับจิตเราให้มันเรียบร้อยหน่อย สวดมนต์ คิดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์อะไร คิดไป เอานิดหน่อยพอ แล้วก็ลงมือรู้กายรู้ใจไป ถ้าตอนไหนจิตฟุ้งซ่านกลับมาทำความสงบ ชินบัญชรยาวไป ดีไม่ไปสวดมหาสมัย สวดทีเป็นชั่วโมง หมดเวลา ไม่ได้ภาวนา สวดมนต์คล้ายๆ วอร์มอัพแล้วก็ลงมือทำงานตัวจริงของเรา คือภาวนาไป

สมาธิลงลึก สติตามไม่ทัน ติดอารมณ์ละเอียด พอเข้าสมาธิรู้สึกกายและหายใจแรงขึ้น เพื่อไม่ให้สมาธิลงลึก

เวลาจิตจะรวม อย่าฝืน ให้มันลงไปพัก พักเต็มที่ พอมันขึ้นมา เราดูร่างกายไปเลย ร่างกายมันถูกรู้ มันไม่ใช่ตัวเรา นี่เราดูไตรลักษณ์แล้ว เราเริ่มถอดถอนความเห็นผิด ว่าขันธ์ 5 เป็นเรา อันนี้เริ่มจากตัวรูป แล้วต่อไปเราก็เห็น สุขทุกข์มันก็ไม่ใช่เรา ดีชั่วมันก็ไม่ใช่เรา แล้วฝึกไปเรื่อยๆ เราเห็นว่าจิตก็ไม่ใช่เรา

ทำกรรมฐานโดยการเดินดูกายแล้วรู้ทันจิตเป็นส่วนใหญ่ มีนั่งภาวนาบ้าง ภาวนายาวเกิน 2 ชั่วโมงรวดเดียว ท้ายๆ ชั่วโมงจะซึม มัว

ใช้ร่างกาย ใช้ความเคลื่อนไหวของกายเป็นวิหารธรรมไว้ ถ้าไปนั่งแล้วกำหนดไปเรื่อยๆ มันจะเคลิ้มง่ายหน่อย เคลื่อนไหวแล้วดีที่สุดเลย เคลื่อนไหวแล้วรู้สึกๆ ไป เห็นร่างกายเคลื่อนไหว ใจเป็นคนรู้สึก แล้วพอใจหนีไปจากร่างกายก็คอยรู้ทัน ไม่ห้าม แต่หนีแล้วรู้ๆ

Page 1 of 20
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 … 20