อยู่กับวิหารธรรม

สติปัฏฐานในเบื้องต้น ถ้าทำถูกมีวิหารธรรมไป แล้วก็คอยรู้เนื้อรู้ตัวไป ไม่ได้ฝึกเอาอย่างอื่นเลย ไม่ได้ฝึกเอาฤทธิ์เอาเดช แต่ฝึกเพื่อจะพัฒนาจิตใจตัวเอง ให้พ้นจากอำนาจของกิเลส ในสติปัฏฐานบอกตัวแรกเลยมีวิหารธรรม ตัวที่สอง อาตาปี อาตาปีคือแผดเผากิเลสให้เร่าร้อน ไม่ใช่สนองกิเลส อยากสงบนี้สนองกิเลสแล้ว แต่ถ้าจิตอยากสงบ เรารู้ทันว่าตอนนี้อยากสงบแล้ว กิเลสเร่าร้อนแล้ว ความอยากอยู่ไม่ได้ ความอยากดับไปเลย จิตก็จะตั้งมั่นขึ้นมา ไม่หลงตามกิเลส มีความรู้เนื้อรู้ตัวเกิดขึ้น มีสัมปชัญญะเกิดขึ้น ถัดจากนั้น สติระลึกรู้อะไรลงไปก็จะเห็นจิตไปรู้อันนี้ ลืมจิตที่ตั้งมั่น กลายเป็นจิตที่ไปดูรูป พอเรารู้ทัน จิตที่ไปดูรูปดับ ก็เกิดจิตที่ตั้งมั่น เราจะเห็นการทำงานของมันไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นในเบื้องต้นมันเกิดสติ การที่เราคอยรู้ทัน จิตที่หลงไปไหลไป รู้เรื่อยๆๆๆ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมา พอจิตตั้งมั่นแล้วต่อไปสติระลึกรู้สิ่งใด ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม ปัญญาจะเกิดๆ จะรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งรูปธรรมนามธรรมเป็นไตรลักษณ์ เบื้องต้นของสติปัฏฐาน มีวิหารธรรม แล้วอยู่กับวิหารธรรมแบบไม่สุดโต่ง 2 ฝั่ง รู้วิหารธรรมไปด้วยจิตใจปกติ ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป แล้วก็รู้ว่า เราไม่ได้ทำเพื่อความดีวิเศษวิโสอะไรหรอก เราทำไปเพื่อสู้กับกิเลส เรามีกิเลสแล้ว เราสู้กับกิเลสไม่ได้ไปสู้กับคนอื่น เราไม่ได้ภาวนาเพื่อแข่งกับคนอื่น บางคนเดินจงกรมแล้ว เพื่อนยังเดินเราต้องเดินด้วย เราจะต้องชนะมัน อย่างนี้ทำเพราะกิเลส ไม่ได้ทำเพื่อสู้กิเลสแล้ว สังเกตตัวเองไป แล้วการที่เรามีสติอยู่กับวิหารธรรม เราไม่ได้เอาสุข เอาสงบ เอาดีอะไรทั้งสิ้น เราจะเอาความรู้สึกตัว อยู่กับวิหารธรรมไป แล้วก็มีความเพียรที่จะแผดเผากิเลส ไม่ใช่เพียรเพื่อจะวิเศษวิโสเหนือคนอื่น การที่เราคอยมีวิหารธรรม มีสติอยู่กับวิหารธรรมเรื่อยๆ จิตหนีจากวิหารธรรมก็รู้ จิตเพ่งวิหารธรรมก็รู้ จิตอยู่กับวิหารธรรมก็รู้ การที่รู้ๆๆ บ่อยๆ มันจะรู้สึกตัว จิตใจจะอยู่กับเนื้อกับตัว สัมปัญชัญญะจะเกิดขึ้น จิตใจจะอยู่กับเนื้อกับตัว

ไม่ยึดถือจิตก็ไม่ยึดถือขันธ์ 5

ในขันธ์ 5 เราจะเรียนรู้ความจริง ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ในขั้นตอนท้ายของสติปัฏฐานจะเป็นเรื่องการเจริญปัญญา เรียนแล้วได้ปัญญา เราจะมีปัญญาในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารก่อน แล้วมีปัญญาในจิตเป็นตัวสุดท้าย บางคนบารมีแก่กล้า ตัดเข้ามาที่จิตเลย เห็นจิตไม่ใช่เรา ทันทีที่เห็นจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา โลกธาตุทั้งหมดไม่ใช่เรา จักรวาลไม่ใช่เรา แล้วถ้าตัดตรงตอนสุดท้าย เห็นจิตไม่ยึดถือจิตตัวเดียว ก็ไม่ยึดถือขันธ์ 5 ไม่ยึดถือโลกธาตุทั้งหมด ไม่ยึดถือจักรวาลทั้งหมด ฉะนั้นรู้ที่จิต ละที่จิต ตัดลงที่จิตที่เดียวเลย อันนี้เป็นเส้นทางที่ลัดที่สุดเลย ครูบาอาจารย์จะย้ำเลยว่าการดูจิตเป็นการปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด วันใดเห็นว่าจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่เป็นเราหรอก ขันธ์ 5 เป็นผลผลิตจากจิต วันใดไม่ยึดจิต ก็ไม่ยึดขันธ์ 5 อัตโนมัติเลย นี้กำลังเราไม่พอ เราก็ไล่มาตามลำดับ รู้สึกกายไป เห็นความจริงของกาย เห็นความจริงของเวทนา บางท่านเข้ามาดูเวทนา แล้วเห็นปฏิจจสมุปบาท เห็นธัมมานุปัสสนาต่อ

ธรรมะสำหรับคนทำงานบริการ

การที่เราคอยสังเกตความรู้สึกตัวเอง มีประโยชน์อย่างยิ่งเลย เพราะทั้งวันมีสิ่งมากระทบใจเราตลอดเวลา อย่างเราเห็นชาวบ้านคนนี้มา ท่าทางคนนี้หรือเคยติดต่ออะไร คนนี้เรียบร้อย พูดจารู้เรื่อง เราเห็นคนนี้ ใจเราโอเค ใจเราชอบ อีกคนหนึ่งมาทีไรโวยวายทุกทีเลย เห็นหน้ามันเข้าประตูมา เราก็เกลียดแล้ว แทนที่เราจะรอให้เกลียดมากๆ อ่านใจตัวเองให้ออก ใจเราชอบก็รู้ ใจเราเกลียดก็รู้ มันไม่เห็นจะยากเลย คนทุกคนสามารถอ่านใจตัวเองได้ ปัญหาใหญ่คือละเลยที่จะอ่าน หัดดูอย่างนี้เรื่อยๆ เวลาเรากระทบอารมณ์แต่ละครั้งๆ จิตใจเราจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าทำตัวนี้ได้ ไม่นาน เราจะพบความอัศจรรย์ของธรรมะ เราจะรู้สึกศรัทธาในพระพุทธเจ้าอย่างยิ่งเลย เพราะจิตของเราจะเปลี่ยนแปลงในเวลาอันสั้น

วิธีขจัดความเห็นผิดว่ามีตัวเรา

วิธีที่พระพุทธเจ้าสอนให้เราละความเห็นผิดว่ามีตัวตน ท่านเรียกว่าวิภัชชวิธี สอนด้วยการแยก จับมาแยกเป็นส่วนๆ แล้วพบว่าไม่ใช่เรา ทีแรกก็แยกหยาบๆ เป็นรูปธรรมนามธรรม แยกละเอียดขึ้นไปก็เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แยกละเอียดเข้าไปอีก ตัวรูปจริงๆ อย่างร่างกายเรานี้ จริงๆ เป็นธาตุ เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในสเปซ คืออากาศธาตุ ส่วนนามธรรมก็แยกไป 4 ส่วน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดูไปๆ แยกๆๆ ออกไป เหมือนถอดรถยนต์เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วรถยนต์หายไป เราแยกตัวเองออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วตัวเราหายไป เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วตัวเราไม่มี

ยอมรับความจริงของโลก

เราไม่หนีโลก แล้วเราก็อย่าหลงโลก อยู่กับโลกด้วยการรู้เท่าทันมัน เท่าทันว่าจริงๆ โลกนี้ทุกระดับ ตั้งแต่โลกใหญ่ๆ จนถึงโลกเล็กๆ คือตัวเราเองนี้ ตกอยู่ใต้สถานการณ์อันเดียวกัน คือไม่เที่ยง แล้วก็ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ให้เสื่อมไป แตกสลายไป แล้วก็บังคับควบคุมอะไรไม่ได้ สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ตามที่เราอยากให้เป็น พระพุทธเจ้ามีพระปัญญาธิคุณมาก ท่านสอนเราให้เรียนรู้กายรู้ใจของตัวเอง เรียนรู้รูปนามนี้ล่ะ ถ้าเราเข้าใจความจริงของรูปนามกายใจตัวเอง เราก็จะเข้าใจคนอื่น แล้วเราก็เข้าใจโลก แต่ถ้าเรียนรู้โลก มันเรียนไม่จบ ความรู้ในโลกมันไม่มีวันจบ พระพุทธเจ้าเลยสอนให้เรามาเรียนรู้ที่กายที่ใจตัวเองนี้ เพราะเรียนแล้วมีที่จบ จบตรงเกิดปัญญาสัมมาทิฏฐิ คือรู้ความเป็นจริงของรูปนามกายใจหรือของชีวิตเรานี้เอง

แผนที่การเดินทางในสังสารวัฏ

ฝึกนะ ธรรมะไม่ใช่ของคุยเล่น ไม่ได้เอาไว้เถียงกับคนอื่น เอาไว้เป็นแผนที่ในการเดินทางในสังสารวัฏของเรา ถ้าเราไม่มีแผนที่ ที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ให้ พวกเราจะระหกระเหิน ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไปไม่รอดหรอก เราได้แผนที่ที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ให้แล้ว คือการเจริญไตรสิกขา มีแผนที่แล้วก็ต้องเดิน ปฏิบัติศีล ปฏิบัติสมาธิ ปฏิบัติปัญญา ศีลเป็นเครื่องขัดเกลาพฤติกรรมทางกายวาจา สมาธิเป็นเครื่องพัฒนาจิต ให้มีกำลังตั้งมั่น ปัญญา คือการที่รู้ความจริง เห็นความจริง มีศีล มีสมาธิ ปัญญา วิมุตติก็จะเกิดเอง จิตเข้าถึงความหลุดพ้นด้วยตัวเอง ไม่มีใครช่วยได้ อย่างตอนนี้พวกเราฟัง เราได้แผนที่ แล้วถ้าเราไม่เดินก็ไม่ถึงปลายทาง เดินต้องเดินด้วยตัวเอง

ปลูกศรัทธาในใจเรา

ศรัทธาของปุถุชนกลับกลอก ทีแรกอาศัยเชื่อลองดูก่อน ยังไม่ต้องศรัทธาเต็มร้อยหรอกเพราะไม่มีหรอก ศรัทธาบ้าง ไม่ศรัทธาบ้าง แต่มาลองดู มาลองเรียนไตรสิกขาดู แล้วพอเราเห็นผลของการปฏิบัติ ศรัทธาของเราจะแน่นแฟ้น การที่เราเข้าเห็นผลของการปฏิบัติเรียกว่าเรามีปัญญาแล้ว เรารู้เหตุรู้ผลแล้ว ทำศีลไปอย่างนี้มีผลอย่างนี้ เจริญสมาธิมีผลอย่างนี้ เจริญปัญญามีผลอย่างนี้ ถึงโลกุตตระแล้วเป็นอย่างนี้ๆ ศรัทธาเราจะแน่นแฟ้นมากขึ้นๆ พอเราเข้าถึงธรรมะที่แท้จริง ศรัทธาเราแน่นแฟ้น แต่ถ้ายังเป็นปุถุชนอยู่ ศรัทธายังกลับกลอกได้ เราก็ต้องระมัดระวังจิตใจของเรา ทำอย่างไรศรัทธาเราจะไม่ตกง่าย ตั้งใจรักษาศีลให้ดี ทุกวันทำในรูปแบบไว้ คบก็คบคนซึ่งเขาสนใจปฏิบัติด้วยกัน มีเวลาก็มาฟังธรรมมาวัด มาไม่ได้ก็ดูยูทูปเอา ให้ใจมันเคล้าเคลียอยู่กับธรรมะ ถ้าใจมันเคล้าเคลียอย่างนั้นเรื่อยๆ ไปศรัทธามันจะไม่ตก ถ้าตกก็ตกแวบๆ เดี๋ยวก็ศรัทธาใหม่

ทางสายกลางของแต่ละคน

ความพอดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างบางคนกินข้าวแค่นี้พอดี นอนแค่นี้พอดี อันนี้เป็นทางสายกลางของคนนั้น อีกคนหนึ่งต้องอดนอน อดนอนผ่อนอาหารแล้วพอดี จิตใจมีสติ มีสมาธิ เดินปัญญาคล่องแคล่ว อันนี้ทางสายกลางของเขา เราเห็นครูบาอาจารย์อดนอน ผ่อนอาหาร แล้วท่านเจริญในธรรม เราก็คิดว่าต้องทำแบบนี้แล้วเจริญ ร่างกายเราไม่ได้เหมาะที่จะเป็นอย่างนั้น ก็ทรมานตัวเอง อันนั้นไม่ใช่ทางสายกลาง อันนั้นเป็นอัตตกิลมถานุโยค

การทำสิ่งเดียวกัน เท่าๆ กันกับคนอื่น อาจจะหย่อนไป หรืออาจจะตึงไปก็ได้ การวัดทางสายกลางนั้น วัดที่ตัวเราเอง ไม่ได้ไปเทียบกับคนอื่นหรอก สังเกตที่ใจของเรา อันไหนทำแล้วกุศลเจริญ อกุศลลดละลงไป อันนั้นพอดีกับเรา สังเกตตรงนี้ มีสติรู้เท่าทัน อันไหนที่เราทำแล้ว อกุศลที่มีอยู่ดับไป อกุศลใหม่ไม่เกิด อันไหนที่เราทำแล้วกุศลที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น กุศลที่เกิดแล้วก็เจริญขึ้น อันนั้นทางสายกลางสำหรับตัวเรา

อย่าทิ้งโอกาสในการปฏิบัติ

พวกเราเกิดมาในยุคที่พระพุทธศาสนายังดำรงอยู่ อย่าปล่อยปละละเลยโอกาส โอกาสทองอย่างนี้หายาก นานๆ ถึงจะเกิดศาสนาพุทธทีหนึ่ง แล้วศาสนาพุทธก็มักจะอยู่ได้ไม่นาน เป็นศาสนาที่เข้าใจยาก เป็นศาสนาที่ทวนกระแสของโลก สัตว์โลกมันไหลไปตามกระแสของกามของกิเลส เราคิดว่ากามสุขมันยิ่งใหญ่เหลือเกิน เราก็เลยผัดวันประกันพรุ่ง ตอนนี้ขอหากามสุขไว้ก่อน ไว้เจอพระศรีอาริย์แล้วค่อยแสวงหาสุขที่ประณีตขึ้นไปจากความพ้นทุกข์พ้นกิเลส อย่าโง่ เราสามารถพัฒนาจิตของเราให้เข้าถึงความสุขความสงบได้ตั้งแต่ในชีวิตนี้ เรื่องอะไรเราจะต้องจมในความทุกข์ไปอีกตั้งนาน เพื่อจะไปเจอธรรมะอันเดียวกันนี้อีก ฉะนั้นอย่าโง่ มีโอกาสศึกษาปฏิบัติธรรมทำไว้ แล้วชีวิตเราร่มเย็นเป็นสุข มันมีความสุขจริงๆ

วิเวก

เป็นฆราวาสทำวิเวก 3 ได้ไหม ทำกายวิเวกได้ไหม ทำจิตตวิเวกได้ไหม ทำอุปธิวิเวกได้ไหม กายวิเวกไม่มีก็เพราะแส่ส่ายออกไปเอง แต่อย่างมีจิตตวิเวกตัวเดียว มันก็เหมือนมีกายวิเวกอยู่ในตัวแล้ว อยู่กับคนเยอะๆ ก็เหมือนอยู่กับอากาศธาตุ อุปธิวิเวกก็อาศัยการทำสติปัฏฐานไป มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง

Page 1 of 54
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 54