ทำหน้าที่ไม่ครบ บรรลุไม่ได้

บางคนมักง่ายคิดว่าการปฏิบัติธรรมนี่ ทำสมถะทำวิปัสสนาไปเลย เป็นการเจริญสติเจริญปัญญา แล้ววันหนึ่งจะบรรลุมรรคผล บรรลุไม่ได้ มันทำงานไม่ครบหน้าที่ของเรา งานของเรามี 3 งาน อันหนึ่งละบาปทั้งปวง อันที่สองเจริญกุศลให้ถึงพร้อม อันที่สาม ฝึกจิตให้ผ่องแผ้ว

ถ้าคิดว่าทำวิปัสสนาไป แต่ศีลไม่ต้องรักษา ชั่วก็ทำได้ ดีก็ทำ ชั่วก็ทำ มันก็เหมือนตักน้ำใส่ตุ่มรั่วๆ ทำความดีก็เหมือนเอาน้ำมาใส่ตุ่มไว้ ทำความชั่วตุ่มก็รั่วแล้ว น้ำมันไม่เต็มตุ่มสักที ตักใส่ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวหมดแรง พอหมดแรงก็หยุดการตัก น้ำที่สะสมไว้ก็ไหลไปหมด ความดีเราทำไปเรื่อย ความชั่วก็ทำไปเรื่อย เหมือนตักน้ำใส่ตุ่มรั่วๆ ฉะนั้นความชั่วต้องละ ความดีต้องเจริญ ไม่ใช่เอะอะก็รู้กายรู้ใจอย่างเดียว

ถ้าเงื่อนไขเราไม่ครบ ไม่มีทางที่จะพ้นทุกข์ได้จริง เพราะตัวกิเลสทั้งหลายมันเป็นตัวเหตุของความทุกข์ ถ้าเราไม่ละมัน ทำเหตุของความทุกข์เรื่อยไป ผลคือความทุกข์ก็ต้องมีอยู่ตลอดเวลา

โลกธรรม 8 ประการ

ธรรมะที่อยู่ประจำโลก เขาเรียกโลกธรรม มี 8 ประการ มีลาภ ก็เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีนินทา มีสรรเสริญ มีสุข แล้วก็มีทุกข์ ธรรมะ 8 ข้อนี้เป็นของประจำโลก จะชอบหรือจะไม่ชอบ สิ่งเหล่านี้ก็ไม่เคยหายไปไหน ก็อยู่ประจำโลกอยู่อย่างนี้ คนซึ่งเขาไม่ได้ศึกษาธรรมะ เขาอาจจะไม่มีโอกาสได้ฟังธรรมดีๆ ไม่มีโอกาสได้พบครูบาอาจารย์ที่ดีๆ อะไรอย่างนี้ หรือว่าเขาไม่สนใจ ไม่มีของเก่า ไม่มีต้นทุนที่จะปลุกเร้าให้สนใจการปฏิบัติ เขาอยู่กับโลก เขาก็อยากได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้สุข ลาภก็คือผลประโยชน์ อยากได้ผลประโยชน์ พอเสียผลประโยชน์แล้วไม่ชอบ อยากได้ผลประโยชน์อย่างเดียว ตรงที่อยากได้ผลประโยชน์ใจก็ดิ้นรนแล้ว ใจดิ้นรนเมื่อไหร่ ใจทุกข์เมื่อนั้น ตรงที่กลัวที่จะเสียผลประโยชน์ ใจก็ดิ้นรน ใจก็ทุกข์อีก แต่ถ้าคนซึ่งมันเห็นความจริง มีโอกาสทำมาหากิน ได้เงินได้ทองอะไรก็ทำ เป็นฆราวาสไม่ใช่ต้องอดๆ อยากๆ รวยได้ก็รวย แต่ไม่ได้รวยในทางที่ผิด มีโอกาสทำมาหากินมีรายได้ดีก็รู้จักบริหารจัดการ พระพุทธเจ้าก็สอน ส่วนหนึ่งไว้บริโภคใช้สอย เลี้ยงดูคนในความดูแลของเรา เลี้ยงดูพ่อแม่ลูกเมียอะไรพวกนี้ เดี๋ยวนี้ต้องเลี้ยงสามีด้วย รู้จักเก็บออม รู้จักลงทุน นี่ท่านสอนไว้ทั้งนั้น

จิตหยิบฉวยจิต

เราต้องดูจิตให้เห็นไตรลักษณ์ไปเรื่อยๆ มันก็คือการทำวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง แต่ว่าใช้จิตเป็นอารมณ์ ใช้ตัวจิตผู้รู้เป็นอารมณ์ หลังจากนั้นก็ภาวนามาเป็นลำดับๆ แล้วใจมันก็คลายออกจากความทุกข์มาเรื่อยๆ ก็รู้ว่าความอยากเกิดเมื่อไหร่ ใจก็ดิ้นรน ใจดิ้นรนใจก็มีภาระ ใจที่มีภาระก็คือใจที่มีความทุกข์นั่นล่ะ ฉะนั้นจิตยังปล่อยวางจิตไม่ได้ จิตก็มีความทุกข์

รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง

เราเห็นว่าร่างกายนี้ทุกข์บ้าง สุขบ้าง เราไม่ได้เห็นว่าร่างกายคือทุกข์
ทุกข์มาก กับทุกข์น้อย เราไม่เห็น แต่เห็นว่าร่างกายนี้เป็นทุกข์บ้าง เป็นสุขบ้าง
เราไม่เห็นว่าจิตใจคือตัวทุกข์ แต่เราเห็นว่าจิตใจนี้ทุกข์บ้าง สุขบ้าง
มันถึงเวียนว่ายตายเกิดไม่เลิก อวิชชายังอยู่ เรียกว่าไม่รู้ทุกข์

กรอบทั้งหมดของการปฏิบัติธรรม

เราปฏิบัติเพื่ออะไร? ต้องรู้ เพื่อพ้นทุกข์
จะพ้นทุกข์ได้ ต้องรู้ว่าทุกข์เกิดจากตัณหา
ตัณหามันก็คือ อยากให้กายให้ใจเป็นสุข อยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์
ตัณหาเกิดได้เพราะไม่เห็นความจริง ว่ากายนี้คือตัวทุกข์
มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย ไม่ใช่ทุกข์กับสุข
ไม่เห็นความจริงว่าจิตใจเป็นตัวทุกข์ มีทุกข์มากกับทุกข์น้อย
เราไปเห็นว่าจิตใจเป็นทุกข์บ้าง เป็นสุขบ้าง
พอเห็นว่ามีสุขกับทุกข์ มันจะดิ้นรนหาความสุข ดิ้นรนหนีความทุกข์ ตัณหามันก็เกิด
เพราะฉะนั้น เรียนรู้กาย เรียนรู้ใจ นั่นคือคำตอบ
พระพุทธเจ้าท่านถึงสอนว่าสติปัฏฐาน 4 เป็นทางสายเดียวเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น
สติปัฏฐาน 4 ไปดูเถอะ ก็คือรู้กายรู้ใจ
รู้ให้เป็น อย่าไปแทรกแซง อย่าบังคับกายบังคับใจ

พระเหนือพรหม

ถ้าเราดูพระเหนือพรหมเป็น เราจะรู้เลย เป็นคำสอนอันหนึ่ง สอนให้ดูตัวเอง
ถ้ามัวแต่ดูที่อื่น ก็จะหาพุทธะไม่เจอ หาจิตที่หลุดพ้นไม่เจอ
เพราะฉะนั้น การที่จิตใจเราอยู่กับเนื้อกับตัวเรื่องสำคัญ
ย้อนมาดูตัวเองบ่อยๆ ถ้าไม่ดูตัวเอง ไม่มีทางจะบรรลุมรรคผลเลย
จะไปรู้ทั้ง 3 โลก ก็ไม่เห็นพุทธะ เหมือนพรหมมองไปทั้ง 3 โลกเลย
ทั้งนรก-สวรรค์อะไร ดูไล่ไปหมด 31 ภูมิ หาพระพุทธเจ้าไม่เจอ เพราะมัวแต่ดูออกข้างนอกไม่ได้ดูตัวเอง

Page 6 of 12
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12