อยากมีความสุขต้องรู้จักพอ

วิธีที่จะฝึกให้พอก็คือคอยรู้เท่าทันใจของตัวเอง ตรงที่ไม่พอเพราะความอยากมันมาก ความอยากมันครอบงำเรา ฉะนั้นเราหัดรู้เท่าทันใจของเราไว้ ใจมันมีความอยากอะไรเกิดขึ้น รู้ทันมัน ถ้าเรารู้ทันตัณหาคือความอยากที่เกิดขึ้นในจิตใจเรา พอเรารู้ทัน ตัณหามันเป็นโลภะ มันเป็นกิเลส ตรงที่เรารู้ทันคือเรามีสติ ตัณหามันจะดับ พอความอยากมันดับแล้วจิตมันจะมีสติมีปัญญาขึ้นมา จิตมันเป็นกุศลแล้ว มันก็จะรู้อะไรควรอะไรไม่ควร

ใจดิ้นรนเพราะยึดถือ

ยึดทีไรก็ทุกข์ทุกที จะให้เลิกยึด ให้หายยึด ไม่ใช่ไปสั่งจิตให้เลิก ไม่มีใครสั่งจิตให้เลิกยึดได้หรอก ต้องจิตได้รับการอบรมให้มีปัญญา รู้แจ้งแทงตลอดว่าขันธ์ 5 มันเป็นทุกข์ รูปนามทั้งหลายเป็นทุกข์ เห็นอย่างนี้แล้วมันเลิกยึดไปเอง มันจะยึดทำไมมันมีแต่ตัวทุกข์ ทุกวันนี้ที่ยึดอยู่เพราะไม่เห็นว่ามันเป็นทุกข์ การเห็นทุกข์นี่ล่ะทำให้เราเข้าใจธรรมะ

ยิ่งเห็นทุกข์ยิ่งมีความสุข

ฝึกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึงจุดที่มันเข้าใจมันก็วาง แล้วจะทุกข์น้อยลงๆ ตรงที่มันทุกข์น้อยลงนั่นล่ะที่เรารู้สึกว่ามันมีความสุขมากขึ้นๆ มันเป็นความรู้สึกที่สัมพัทธ์ ที่จริงก็คือมันทุกข์น้อยลงเรื่อยๆ มันทุกข์สั้นลง ทุกข์น้อยลง มันก็เลยรู้สึกมีความสุขมากขึ้นๆ ตรงจุดที่มันไม่ทุกข์ ตรงที่ภาวนาถึงพระนิพพาน มันไม่ทุกข์แล้ว เพราะมันไม่มีตัณหาอีกต่อไปแล้ว มันก็ถึงเป็นบรมสุข

เห็นจิตเป็นทุกข์จึงปล่อยวางจิต

มีโยมมาถามหลวงพ่อว่า ภาวนาต้องปล่อยวางจิตใช่ไหม? ใช่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เบื้องต้นเรายังไม่ต้องพูดเรื่องปล่อยวางจิตหรอก ล้างความเห็นผิดก่อน เบื้องต้นยังไม่ต้องไปทำลายจิต ต้องมีจิตก่อน มีจิตที่เป็นผู้รู้ผู้ดูก่อน การทำลายผู้รู้ ทำลายจิต มันขั้นสุดท้ายของการปฏิบัติ

ฝึกจิตที่ผ่องใสให้ผ่องแผ้ว

รักษาศีล ฝึกสมาธิ ฝึกจิตให้ประภัสสรผ่องใสเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่หลงตามกิเลสไป แล้วก็มาฝึกจิตให้ผ่องแผ้วด้วยการเจริญปัญญา จิตผ่องแผ้วได้ด้วยการเจริญปัญญา จิตจะเจริญปัญญาได้ จิตต้องประภัสสรต้องเป็นผู้รู้ก่อน มันถึงจะเจริญปัญญาได้

คนในโลกเต็มไปด้วยความเห็นผิด

คนในโลกนี้เต็มไปด้วยความเห็นผิด เห็นของไม่ใช่ตัวเราว่าเป็นตัวเรา แล้วก็อยากได้ของซึ่งมันไม่เที่ยงให้มันเที่ยง อยากให้ของที่มันเป็นทุกข์หมดไปสิ้นไป ให้มีแต่ความสุข ปฏิเสธความจริงคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยังปฏิเสธอยู่เพราะว่ายังไม่เข้าใจธรรมะ เพราะฉะนั้นต้องเรียน พาจิตมาเรียนรู้ความจริงของรูปธรรมของนามธรรมทั้งหลายทั้งปวง ดูแล้วดูอีก

จิตเป็นธรรมชาติที่บังคับไม่ได้แต่ฝึกได้

ไม่มีใครสั่งจิตให้เกิดปัญญาได้ ไม่มีใครสั่งจิตให้มีสติได้ ไม่มีใครสั่งจิตให้ดีได้ ไม่มีใครสั่งจิตให้บรรลุมรรคผลได้ เพราะจิตทั้งหมดนั้นเป็นอนัตตา บังคับไม่ได้ จิตเป็นธรรมชาติที่บังคับไม่ได้แต่ฝึกได้ ฝึกมันด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา การเจริญปัญญาก็คือ มีจิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู มีสติระลึกรู้กาย ระลึกรู้ใจที่กำลังปรากฏอยู่ แล้วก็หมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของสิ่งที่กำลังปรากฏนั้น ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวปัญญามันจะเกิดเอง

เรียนย่อลงมาที่กายกับใจ

เราเรียนในสิ่งที่พอดีกับเรา ไม่ต้องเรียนเยอะหรอก เรียนเยอะๆ แล้วท่องๆ เอาไว้สอบแล้วก็สอบเสร็จแล้วก็ลืม เรียนจริงๆ ย่อลงมาก็คือกายกับใจเรานี้ ดูกาย ถ้ากายไม่ใช่เรา ใจไม่ใช่เรา มันก็ไม่มีเราที่ไหนอีกแล้ว เฝ้ารู้เฝ้าดูลงไปเรื่อยๆ ปัญญามันเกิดมันก็ล้างความเห็นผิดได้

ประโยชน์ของสมาธิภาวนา

ธรรมะของพระพุทธเจ้าดีเสมอ กี่ยุคกี่สมัย ถ้าเราตั้งใจปฏิบัติ เราก็ได้ประโยชน์ ประโยชน์ 4 ข้อนี้เราได้แน่นอน ถ้าเราฝึกของเรา แต่ถ้าทำบ้าง ไม่ทำบ้าง ขี้เกียจบ้าง โลเลบ้าง วันนี้ทำอันนี้ วันนี้เปลี่ยนอีกแล้ว วันโน้นเปลี่ยนอีกแล้ว เอาดีไม่ได้หรอก กรรมฐานใดดูแล้วเหมาะกับเราแล้วต้องลุยเลย

ตายอย่างไม่ขาดทุน

พวกเราทุกคนวันหนึ่งเราต้องเจอจุดสุดท้ายอันนี้เหมือนกัน แต่ใครจะเจอได้อย่างเข้มแข็งองอาจกล้าหาญ หรือใครจะเจอแบบหวาดกลัว ถ้าเราภาวนาของเราจนดีแล้วใจมันกล้าหาญ เรามีทาน เรามีศีล เราได้ฟังธรรมะเป็นประจำ เราได้เจริญสมาธิ เราได้เจริญปัญญา ใจเรามีความกล้าหาญ กระทั่งความตายมารออยู่ต่อหน้า ใจมันก็กล้าหาญ มันดูร่างกายมันป่วย ใจมันเป็นคนดู ร่างกายมันเจ็บ จิตใจมันเป็นคนดู กระทั่งร่างกายมันจะตาย ตอนที่มันจะตายเราหายใจแขม่วๆ หรือหายใจจะไม่ออกแล้ว เราดูร่างกายมันหายใจไป ถ้าจิตกังวล ดูจิตกังวล รู้ทัน ไม่ต้องแก้ รู้เฉยๆ จิตมันจะไม่กังวล เราก็ดูร่างกายหายใจไป จนลมหายใจมันสิ้นสุดลง

Page 2 of 12
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12