ภาวนาพุทโธเวลาเดินจงกรมจิตเหมือนจะชอบเพ่งมาดูกาย รู้สึกเหมือนเจอโมหะ ทำให้ง่วงซึม

เพราะฉะนั้นเคลื่อนไหวแล้วรู้สึกๆ จิตมันจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมา ทันทีที่จิตตั้งมั่น ขันธ์จะแยกทันที เพราะในความเป็นจริงขันธ์มันแยกกันอยู่แล้ว เราต่างหากไปรวบมันเข้ามาไว้ด้วยกัน เราหมายรู้ผิด เราไปรวบเอาขันธ์ 5 เข้ามา ฉะนั้นถ้าจิตเราถูก จิตเราตั้งมั่น ขันธ์มันกระจายตัวทันทีเลย มันก็จะเห็นแต่ละขันธ์ๆ เป็นไตรลักษณ์ ดูขันธ์ไหนได้เอาขันธ์นั้นก่อน อย่างดูกายได้ก็ดูกายไป ทำกายานุปัสสนาไปด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลาง ดูเวทนาได้ก็ดูไปด้วยจิตตั้งมั่นเป็นกลาง ดูวิญญาณ รู้ไปด้วยจิตตั้งมั่นเป็นกลาง ค่อยๆ ฝึก อย่าใจร้อน

แบบฝึกหัดซ้อมดูจิตเคลื่อน

ถ้ายังเห็นไม่ได้ว่าจิตไหลไปทางตา ทางหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดูไม่เป็น ดูไม่ออกก็ฝึกซ้อม มีแบบฝึกหัดสำหรับฝึกซ้อม ก็คือจงใจกำหนดจิตไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กำหนดจิตไปที่ผมเรา ผมไม่มีจะจับแล้วด้วย เรามีนิดเดียว กำหนดจิตไว้ที่ผม ดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งความรู้สึกเราไปรวมอยู่ที่นี้ พอความรู้สึกเราไปรวมอยู่ที่ผมแล้ว เราก็ย้ายที่ ลงมาอยู่ที่จมูกก็ได้ จนความรู้สึกไปอยู่ที่จมูก แล้วก็เปลี่ยน ต่อไปความรู้สึกจะไปเด่นที่ไหน เราจะเห็น จะเห็นเอง ฝึกอยู่ในร่างกาย เคลื่อนอยู่ในกายนี้ให้ชำนาญ แล้วต่อไปจิตไปเคลื่อนไปทางตา เราก็จะเห็น ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็จะเห็น ตัวยากที่สุด จิตไหลไปคิด มันละเอียดที่สุด

หลักสูตรของฆราวาส

ศาสนาพุทธมีของดีของวิเศษมากมาย ไม่ใช่แค่ว่ามาวัดแล้วก็สบายใจ พอใจแล้ว ศาสนาพุทธสอนให้เราฝึกพัฒนาตัวเอง อยู่กับโลกเป็นฆราวาสก็มีธรรมะสำหรับฆราวาส มีพระก็มีธรรมะสำหรับพระ แต่ธรรมะไม่ว่าจะของฆราวาสหรือของพระ มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกันคือ พัฒนาจิตใจของเราให้สูงขึ้น ถ้าสูงเต็มที่แล้วก็จะพ้นทุกข์ไป หลักสูตรที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้ฆราวาสคือเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา หลักสูตรสำหรับพระคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จริงศีล สมาธิ ปัญญา ตัวสมาธิปัญญาก็อยู่ในเรื่องของภาวนา ฉะนั้นของฆราวาสจะมีเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องภาวนา

ทำอย่างไรเราจะไม่ยึดถือ

ถ้าไม่ยึดถือได้ก็ไม่ทุกข์ เรายึดถือเพราะเราไม่รู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรม ของกายของใจ ฉะนั้นเราก็ต้องมาเรียนรู้ความจริงของกายของใจ ถ้าเรารู้ความจริงของกายของใจ ใจก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ เมื่อจิตไม่ยึดถือ จิตก็พ้นจากทุกข์ จิตไม่มีภาระ ท่านบอกพระอรหันต์ท่านวางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยภาระขึ้นมาอีก สิ่งที่เป็นภาระก็คือรูปธรรมนามธรรม หรือขันธ์ 5 นั่นล่ะ ขันธ์ 5 เป็นภาระ พระอริยเจ้าคือพระอรหันต์วางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก ท่านเลยพ้นจากทุกข์ทั้งปวง อย่างพวกเรายังวางภาระไม่ได้ เรายังยึดยังถือ ไม่สามารถปล่อยวางความถือมั่นในร่างกายจิตใจได้ เพราะเรายังมีอวิชชา เราไม่รู้ความจริงของชีวิต ไม่รู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรม พระพุทธเจ้าก็เลยสอน ให้เราเรียนรู้ความจริงของกายของใจเรานี้ ถ้ารู้ความจริงได้ก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ แล้วก็หลุดพ้น ปล่อยวาง จิตก็เข้าถึงสันติสุข เข้าถึงพระนิพพาน มีความสงบสุขอย่างแท้จริง ไม่มีภาระ ไม่มีความปนเปื้อน มีความสงบสุข

คุณค่าของสติ

ถ้าเรามีสติรักษาจิตอยู่ศีลก็เกิด มีสติอยู่จิตไหลไปหลงไปรู้ทัน จิตก็ตั้งมั่นมีสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน มีสมาธิ แล้วพอตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ เกิดความเปลี่ยนแปลงในร่างกายจิตใจ มีสติรู้ทันความเปลี่ยนแปลงในร่างกายในจิตใจ อันนั้นเป็นการเดินปัญญา ฉะนั้นมีสติตัวเดียวเราจะได้ทั้งศีล ได้ทั้งสมาธิ ได้ทั้งปัญญา เมื่อทำให้มากเจริญให้มาก ก็จะเกิดวิมุตติ เกิดอริยมรรค เกิดอริยผลขึ้น ถ้าทำให้มากเจริญให้มาก สติสำคัญที่สุดเลย

สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ

ทำกรรมฐานอันหนึ่ง จิตหลงไปแล้วรู้ จิตถลำลงไปเพ่งแล้วรู้ ตัวนี้ฝึกให้มากเลย สำคัญมาก ถ้าเราฝึกตัวนี้ได้จิตเราตั้งมั่นขันธ์จะแยก พอขันธ์แยกแล้ว ขันธ์แต่ละขันธ์จะแสดงไตรลักษณ์ สุดท้ายมันจะเข้ามาที่จิต เห็นว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตผู้รู้เกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปดูรูปเกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปฟังเสียง จิตที่ไปดมกลิ่น จิตที่ไปลิ้มรส เกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปรู้สัมผัสทางกายเกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปคิดนึกทางใจเกิดแล้วก็ดับ เห็นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆๆ สุดท้ายมันรู้เลย รู้ด้วยตัวเอง สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ ทุกสิ่งเกิดแล้วดับทั้งสิ้นเลย 4 ขันธ์แรกดูง่าย ที่ดูยากคือตัวจิตนี่ตัววิญญาณนี้ ฝึกมาตามลำดับให้มันเห็นเลยวิญญาณก็เกิดดับ

ปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา

ชาวเถรวาทหลักปฏิบัติมันก็อันเดียวกัน คือเรื่องของไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา อธิศีลสิกขา จุดที่ยากที่สุดก็คืออธิจิตตสิกขา การพัฒนาจิต เตรียมความพร้อมของจิต ให้พร้อมสำหรับการจะไปเจริญปัญญา เมื่อจิตมีความพร้อมแล้ว ก็ถึงบทเรียนสุดท้าย อธิปัญญาสิกขา เรียนรู้ความจริงของชีวิต คือรูปนามกายใจของเรานี้ รู้ไปเพื่ออะไร ถ้าเราเข้าใจความเป็นจริงของรูปนามกายใจ ก็คือเข้าใจความจริงของชีวิตตัวเรานี้ มันจะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น ถ้ารู้ความจริงของกาย ก็จะปล่อยความยึดมั่นในร่างกาย รู้ความจริงของจิตใจ ก็จะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในจิตใจได้

ความวิเวกเป็นเพื่อนที่ดีของเรา

ถ้าเรามักน้อยสันโดษ อยู่กับความสงบสงัด อยู่คนเดียวได้ มีลมหายใจเป็นเพื่อน สบายจะตายไป รู้สึกไป ไม่มีอะไรเป็นเพื่อนที่ดีเท่ากับความวิเวก ความวิเวกเป็นเพื่อนที่ดีของเรา อยู่ด้วยแล้วไม่วุ่นวาย อยู่กับคน อยู่กับคนอื่นวุ่นวาย อย่างไรก็วุ่นวาย วุ่นมากหรือวุ่นน้อยเท่านั้นเอง ฝึกตัวเองแบบนี้แล้วค่อยตั้งใจรักษาศีล สมาธิ ปัญญา จนเกิดวิมุตคือมรรคผล เกิดวิมุตติญาณทัศนะคือรู้ว่ากิเลสอะไรละแล้ว กิเลสอะไรยังไม่ละ รู้ทันไป ชีวิตเราก็จะสมบูรณ์ เราไม่เสียชาติเกิด สมมติว่าชีวิตนี้ยังไม่ได้มรรคผล แต่เราได้พยายามแล้ว ได้พยายามเต็มที่แล้วยังไม่ได้มรรคผล เราก็อิ่มอกอิ่มใจ ชาตินี้ไม่เสียเปล่าหรอก คล้ายๆ เราเรียนแต่ยังไม่จบดอกเตอร์ ไม่เห็นต้องเสียใจเลย ดีกว่าไม่เรียนอะไรเลย แล้วชาติต่อไปเราจะภาวนาง่าย

จิตผู้รู้คือตัวทุกข์

วิธีจะเห็นความจริง ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา บอกแล้ว มีสติรู้มัน จิตตั้งมั่นเป็นกลาง เห็นมันตามที่มันเป็น ก็จะรู้ความจริงไม่ใช่ตัวเรา เราก็จะเรียกว่าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง รู้ขันธ์ 5 แจ่มแจ้ง แต่แจ่มแจ้งจริงต้องพระอรหันต์ แจ่มแจ้งจริงๆ ต้องเป็นพระอรหันต์ แล้วตัวที่จะทําให้เราแจ่มแจ้งคือจิต รูป เวทนา สัญญา สังขาร ง่าย จิตทําอย่างไรจะเห็นว่าจิตเป็นทุกข์ เห็นไตรลักษณ์ยังไม่พอ ถ้าเราเห็นไตรลักษณ์ มันระดับหนึ่งจิตจะปล่อยวางจิตได้ แล้วก็จะหยิบฉวยจิตอีก ต้องเห็น ทุกข์ ทุกขสัจ ไม่ใช่ความทุกข์ทรมาน เห็นทุกขสัจ จิตคือตัวทุกข์ ถ้าภาวนาเราจะพบครูบาอาจารย์ท่านสอน ท่านไม่เห็นตัวไหนมีความทุกข์เหมือนตัวจิตผู้รู้เลย จิตผู้รู้เป็นตัวที่ทุกข์ที่สุด ถ้าพวกเราภาวนา เราจะพบจิตผู้รู้คือตัวทุกข์ ถ้าเห็นอย่างนี้จิตจะสลัดคืนจิตให้โลกไป คือจะทิ้งขันธ์ทั้งหมดได้

พาจิตให้เรียนรู้ความจริง

การที่จิตของเราเข้าถึงพระนิพพานได้เพราะเราได้อบรมจิตเราอย่างดี พาให้จิตเรียนรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของที่ไม่น่ายึดถือ ที่ไม่น่ายึดถือเพราะไม่มีอะไรที่เรายึดถือไว้ได้จริง กระทั่งชีวิตร่างกายเรา เราก็ยึดถือเอาไว้ไม่ได้ มันต้องแก่ มันต้องเจ็บ มันต้องตาย สามีเรา ภรรยาเรา พ่อแม่เรา ลูกเรา ไม่มีเรายึดถือได้สักอย่าง ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้สักอย่าง ทั้งร่างกายจิตใจเรา ทั้งสิ่งของภายนอก อย่างบ้านเราอุตส่าห์ลงทุนซื้อมาแทบตาย เป็นหนี้เป็นสิน อยู่ไปสักพักก็ต้องซ่อม เพราะมันไม่เที่ยง มันไม่ยั่งยืน พอจิตมันฉลาด มันรู้ว่าทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีอะไรที่ยั่งยืน จิตก็เบื่อหน่าย คลายความยึดถือ พอจิตไม่ยึดถือ จิตก็หมดความดิ้นรน จิตไม่ดิ้นรน จิตก็เข้าถึงความสงบอย่างยิ่งด้วยปัญญา ปัญญาคือการรู้แจ้งแทงตลอดแล้ว สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไป แล้วทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนแต่ทุกข์ทั้งสิ้น นอกจากทุกข์เกิดขึ้นก็ไม่มีอะไร มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์ดับไป

Page 1 of 12
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12