นิพพานมีจริง

พระนิพพานมีจริง ไม่ใช่โลกๆ หนึ่ง ไม่ใช่สวรรค์ บางที่สอนนิพพานเหมือนสวรรค์ มีพระพุทธเจ้านั่งเข้าแถว โอ๊ย น่าสงสารจังเลย อุตส่าห์ภาวนาจนเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พอธาตุขันธ์แตกแล้วก็ไปนั่งตัวแข็งๆ อยู่ น่าสงสาร นิพพานไม่ได้เป็นอย่างนั้น นิพพานคือสภาวะที่สิ้นตัณหา สิ้นความอยาก เมื่อสิ้นความอยากก็หมดความดิ้นรนปรุงแต่งของจิต หมดความอยากเรียกว่าวิราคะ หมดความดิ้นรนของจิตเรียกว่าวิสังขาร ก็เข้าถึงวิมุตติ ความปล่อยวาง จิตหลุดพ้นจากอะไร จากอาสวะที่ห่อหุ้ม อาสวะห่อหุ้มจิตอยู่ตลอดเวลา เวลาอริยมรรคเกิดครั้งที่หนึ่ง อริยมรรคก็จะแหวกอาสวกิเลสขาดสะบั้นออกไป แล้วไม่นานมันจะกลับมาปิดอีก แหวกครั้งที่สองก็ยังมาปิด ครั้งที่สามก็ยังมาปิด หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยบอกหลวงพ่อ ต้องแหวก 4 ครั้ง อาสวะต้องถูกแหวกด้วยอริยมรรค 4 ครั้งมันถึงจะไม่กลับมาอีกแล้ว แตกกระจัดกระจายสลายตัวไป

ธรรมะที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง

พวกเราก็ต้องดูตัวเอง เราควรทำสมถะด้วยอะไร ควรทำวิปัสสนาแบบไหน พระพุทธเจ้าบอกว่า “ธรรมะที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง 2 ประการ คือสมถะและวิปัสสนา” ต้องเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ไม่ใช่หลับหูหลับตาทำไปเรื่อยๆ แล้วนึกว่าจะดี ไม่ได้มีปัญญาประกอบ ไม่ได้มีปัญญาตัวนี้ เป็นสัมปชัญญะ รู้ว่าอะไรควรแก่ตัวเรา ฉะนั้นเราต้องดูตัวเอง หลักของสมถะ เราต้องรู้จักเลือกอารมณ์ อารมณ์อะไรที่จิตไปอยู่แล้วมีความสุข เอาอารมณ์อันนั้นมาให้จิตรู้ เป็นเครื่องให้จิตรู้ แล้วรู้อย่างไร รู้ไปสบายๆ ไม่ต้องคิดมาก รู้อย่างเดียว รู้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปคิด หลวงพ่อพุธท่านบอก “สมถะเริ่มเมื่อหมดความจงใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด” ฉะนั้นอย่างเราจะทำสมถะ แล้วเราจงใจจะให้สงบ รับรองว่าไม่สงบ ตรงที่จงใจทำอันนั้น จงใจทำอันนี้ จิตมันมีโลภะ มันไม่เกิดสติจริง แล้วพอมันมีโลภะ มันก็จะเกิดการแสวงหา เกิดความดิ้นรนของจิต ที่จะให้จิตสงบ ก็เมื่อตั้งหน้าตั้งตาดิ้นรนแล้ว มันจะสงบได้อย่างไร

จิตผู้รู้คือตัวทุกข์

วิธีจะเห็นความจริง ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา บอกแล้ว มีสติรู้มัน จิตตั้งมั่นเป็นกลาง เห็นมันตามที่มันเป็น ก็จะรู้ความจริงไม่ใช่ตัวเรา เราก็จะเรียกว่าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง รู้ขันธ์ 5 แจ่มแจ้ง แต่แจ่มแจ้งจริงต้องพระอรหันต์ แจ่มแจ้งจริงๆ ต้องเป็นพระอรหันต์ แล้วตัวที่จะทําให้เราแจ่มแจ้งคือจิต รูป เวทนา สัญญา สังขาร ง่าย จิตทําอย่างไรจะเห็นว่าจิตเป็นทุกข์ เห็นไตรลักษณ์ยังไม่พอ ถ้าเราเห็นไตรลักษณ์ มันระดับหนึ่งจิตจะปล่อยวางจิตได้ แล้วก็จะหยิบฉวยจิตอีก ต้องเห็น ทุกข์ ทุกขสัจ ไม่ใช่ความทุกข์ทรมาน เห็นทุกขสัจ จิตคือตัวทุกข์ ถ้าภาวนาเราจะพบครูบาอาจารย์ท่านสอน ท่านไม่เห็นตัวไหนมีความทุกข์เหมือนตัวจิตผู้รู้เลย จิตผู้รู้เป็นตัวที่ทุกข์ที่สุด ถ้าพวกเราภาวนา เราจะพบจิตผู้รู้คือตัวทุกข์ ถ้าเห็นอย่างนี้จิตจะสลัดคืนจิตให้โลกไป คือจะทิ้งขันธ์ทั้งหมดได้

พาจิตให้เรียนรู้ความจริง

การที่จิตของเราเข้าถึงพระนิพพานได้เพราะเราได้อบรมจิตเราอย่างดี พาให้จิตเรียนรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของที่ไม่น่ายึดถือ ที่ไม่น่ายึดถือเพราะไม่มีอะไรที่เรายึดถือไว้ได้จริง กระทั่งชีวิตร่างกายเรา เราก็ยึดถือเอาไว้ไม่ได้ มันต้องแก่ มันต้องเจ็บ มันต้องตาย สามีเรา ภรรยาเรา พ่อแม่เรา ลูกเรา ไม่มีเรายึดถือได้สักอย่าง ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้สักอย่าง ทั้งร่างกายจิตใจเรา ทั้งสิ่งของภายนอก อย่างบ้านเราอุตส่าห์ลงทุนซื้อมาแทบตาย เป็นหนี้เป็นสิน อยู่ไปสักพักก็ต้องซ่อม เพราะมันไม่เที่ยง มันไม่ยั่งยืน พอจิตมันฉลาด มันรู้ว่าทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีอะไรที่ยั่งยืน จิตก็เบื่อหน่าย คลายความยึดถือ พอจิตไม่ยึดถือ จิตก็หมดความดิ้นรน จิตไม่ดิ้นรน จิตก็เข้าถึงความสงบอย่างยิ่งด้วยปัญญา ปัญญาคือการรู้แจ้งแทงตลอดแล้ว สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไป แล้วทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนแต่ทุกข์ทั้งสิ้น นอกจากทุกข์เกิดขึ้นก็ไม่มีอะไร มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์ดับไป

ยอมรับความจริงได้ก็ไม่ทุกข์แล้ว

สิ้นเดือนแล้ว เดือนกุมภาพันธ์เป็นวันที่มนุษย์เงินเดือนช …

Read more

อยู่กับวิหารธรรม

สติปัฏฐานในเบื้องต้น ถ้าทำถูกมีวิหารธรรมไป แล้วก็คอยรู้เนื้อรู้ตัวไป ไม่ได้ฝึกเอาอย่างอื่นเลย ไม่ได้ฝึกเอาฤทธิ์เอาเดช แต่ฝึกเพื่อจะพัฒนาจิตใจตัวเอง ให้พ้นจากอำนาจของกิเลส ในสติปัฏฐานบอกตัวแรกเลยมีวิหารธรรม ตัวที่สอง อาตาปี อาตาปีคือแผดเผากิเลสให้เร่าร้อน ไม่ใช่สนองกิเลส อยากสงบนี้สนองกิเลสแล้ว แต่ถ้าจิตอยากสงบ เรารู้ทันว่าตอนนี้อยากสงบแล้ว กิเลสเร่าร้อนแล้ว ความอยากอยู่ไม่ได้ ความอยากดับไปเลย จิตก็จะตั้งมั่นขึ้นมา ไม่หลงตามกิเลส มีความรู้เนื้อรู้ตัวเกิดขึ้น มีสัมปชัญญะเกิดขึ้น ถัดจากนั้น สติระลึกรู้อะไรลงไปก็จะเห็นจิตไปรู้อันนี้ ลืมจิตที่ตั้งมั่น กลายเป็นจิตที่ไปดูรูป พอเรารู้ทัน จิตที่ไปดูรูปดับ ก็เกิดจิตที่ตั้งมั่น เราจะเห็นการทำงานของมันไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นในเบื้องต้นมันเกิดสติ การที่เราคอยรู้ทัน จิตที่หลงไปไหลไป รู้เรื่อยๆๆๆ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมา พอจิตตั้งมั่นแล้วต่อไปสติระลึกรู้สิ่งใด ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม ปัญญาจะเกิดๆ จะรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งรูปธรรมนามธรรมเป็นไตรลักษณ์ เบื้องต้นของสติปัฏฐาน มีวิหารธรรม แล้วอยู่กับวิหารธรรมแบบไม่สุดโต่ง 2 ฝั่ง รู้วิหารธรรมไปด้วยจิตใจปกติ ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป แล้วก็รู้ว่า เราไม่ได้ทำเพื่อความดีวิเศษวิโสอะไรหรอก เราทำไปเพื่อสู้กับกิเลส เรามีกิเลสแล้ว เราสู้กับกิเลสไม่ได้ไปสู้กับคนอื่น เราไม่ได้ภาวนาเพื่อแข่งกับคนอื่น บางคนเดินจงกรมแล้ว เพื่อนยังเดินเราต้องเดินด้วย เราจะต้องชนะมัน อย่างนี้ทำเพราะกิเลส ไม่ได้ทำเพื่อสู้กิเลสแล้ว สังเกตตัวเองไป แล้วการที่เรามีสติอยู่กับวิหารธรรม เราไม่ได้เอาสุข เอาสงบ เอาดีอะไรทั้งสิ้น เราจะเอาความรู้สึกตัว อยู่กับวิหารธรรมไป แล้วก็มีความเพียรที่จะแผดเผากิเลส ไม่ใช่เพียรเพื่อจะวิเศษวิโสเหนือคนอื่น การที่เราคอยมีวิหารธรรม มีสติอยู่กับวิหารธรรมเรื่อยๆ จิตหนีจากวิหารธรรมก็รู้ จิตเพ่งวิหารธรรมก็รู้ จิตอยู่กับวิหารธรรมก็รู้ การที่รู้ๆๆ บ่อยๆ มันจะรู้สึกตัว จิตใจจะอยู่กับเนื้อกับตัว สัมปัญชัญญะจะเกิดขึ้น จิตใจจะอยู่กับเนื้อกับตัว

ไม่ยึดถือจิตก็ไม่ยึดถือขันธ์ 5

ในขันธ์ 5 เราจะเรียนรู้ความจริง ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ในขั้นตอนท้ายของสติปัฏฐานจะเป็นเรื่องการเจริญปัญญา เรียนแล้วได้ปัญญา เราจะมีปัญญาในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารก่อน แล้วมีปัญญาในจิตเป็นตัวสุดท้าย บางคนบารมีแก่กล้า ตัดเข้ามาที่จิตเลย เห็นจิตไม่ใช่เรา ทันทีที่เห็นจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา โลกธาตุทั้งหมดไม่ใช่เรา จักรวาลไม่ใช่เรา แล้วถ้าตัดตรงตอนสุดท้าย เห็นจิตไม่ยึดถือจิตตัวเดียว ก็ไม่ยึดถือขันธ์ 5 ไม่ยึดถือโลกธาตุทั้งหมด ไม่ยึดถือจักรวาลทั้งหมด ฉะนั้นรู้ที่จิต ละที่จิต ตัดลงที่จิตที่เดียวเลย อันนี้เป็นเส้นทางที่ลัดที่สุดเลย ครูบาอาจารย์จะย้ำเลยว่าการดูจิตเป็นการปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด วันใดเห็นว่าจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่เป็นเราหรอก ขันธ์ 5 เป็นผลผลิตจากจิต วันใดไม่ยึดจิต ก็ไม่ยึดขันธ์ 5 อัตโนมัติเลย นี้กำลังเราไม่พอ เราก็ไล่มาตามลำดับ รู้สึกกายไป เห็นความจริงของกาย เห็นความจริงของเวทนา บางท่านเข้ามาดูเวทนา แล้วเห็นปฏิจจสมุปบาท เห็นธัมมานุปัสสนาต่อ

ธรรมะสำหรับคนทำงานบริการ

การที่เราคอยสังเกตความรู้สึกตัวเอง มีประโยชน์อย่างยิ่งเลย เพราะทั้งวันมีสิ่งมากระทบใจเราตลอดเวลา อย่างเราเห็นชาวบ้านคนนี้มา ท่าทางคนนี้หรือเคยติดต่ออะไร คนนี้เรียบร้อย พูดจารู้เรื่อง เราเห็นคนนี้ ใจเราโอเค ใจเราชอบ อีกคนหนึ่งมาทีไรโวยวายทุกทีเลย เห็นหน้ามันเข้าประตูมา เราก็เกลียดแล้ว แทนที่เราจะรอให้เกลียดมากๆ อ่านใจตัวเองให้ออก ใจเราชอบก็รู้ ใจเราเกลียดก็รู้ มันไม่เห็นจะยากเลย คนทุกคนสามารถอ่านใจตัวเองได้ ปัญหาใหญ่คือละเลยที่จะอ่าน หัดดูอย่างนี้เรื่อยๆ เวลาเรากระทบอารมณ์แต่ละครั้งๆ จิตใจเราจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าทำตัวนี้ได้ ไม่นาน เราจะพบความอัศจรรย์ของธรรมะ เราจะรู้สึกศรัทธาในพระพุทธเจ้าอย่างยิ่งเลย เพราะจิตของเราจะเปลี่ยนแปลงในเวลาอันสั้น

วิธีขจัดความเห็นผิดว่ามีตัวเรา

วิธีที่พระพุทธเจ้าสอนให้เราละความเห็นผิดว่ามีตัวตน ท่านเรียกว่าวิภัชชวิธี สอนด้วยการแยก จับมาแยกเป็นส่วนๆ แล้วพบว่าไม่ใช่เรา ทีแรกก็แยกหยาบๆ เป็นรูปธรรมนามธรรม แยกละเอียดขึ้นไปก็เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แยกละเอียดเข้าไปอีก ตัวรูปจริงๆ อย่างร่างกายเรานี้ จริงๆ เป็นธาตุ เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในสเปซ คืออากาศธาตุ ส่วนนามธรรมก็แยกไป 4 ส่วน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดูไปๆ แยกๆๆ ออกไป เหมือนถอดรถยนต์เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วรถยนต์หายไป เราแยกตัวเองออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วตัวเราหายไป เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วตัวเราไม่มี

ยอมรับความจริงของโลก

เราไม่หนีโลก แล้วเราก็อย่าหลงโลก อยู่กับโลกด้วยการรู้เท่าทันมัน เท่าทันว่าจริงๆ โลกนี้ทุกระดับ ตั้งแต่โลกใหญ่ๆ จนถึงโลกเล็กๆ คือตัวเราเองนี้ ตกอยู่ใต้สถานการณ์อันเดียวกัน คือไม่เที่ยง แล้วก็ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ให้เสื่อมไป แตกสลายไป แล้วก็บังคับควบคุมอะไรไม่ได้ สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ตามที่เราอยากให้เป็น พระพุทธเจ้ามีพระปัญญาธิคุณมาก ท่านสอนเราให้เรียนรู้กายรู้ใจของตัวเอง เรียนรู้รูปนามนี้ล่ะ ถ้าเราเข้าใจความจริงของรูปนามกายใจตัวเอง เราก็จะเข้าใจคนอื่น แล้วเราก็เข้าใจโลก แต่ถ้าเรียนรู้โลก มันเรียนไม่จบ ความรู้ในโลกมันไม่มีวันจบ พระพุทธเจ้าเลยสอนให้เรามาเรียนรู้ที่กายที่ใจตัวเองนี้ เพราะเรียนแล้วมีที่จบ จบตรงเกิดปัญญาสัมมาทิฏฐิ คือรู้ความเป็นจริงของรูปนามกายใจหรือของชีวิตเรานี้เอง

Page 1 of 52
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 52