รักษาใจยามเจ็บไข้

สำหรับคนที่เจ็บป่วย ทำใจไว้อย่างหนึ่งว่าความเจ็บป่วยก็เป็นของชั่วคราว มันไม่มีใครหรอกเจ็บตลอดชาติ เจ็บตลอดเวลา ความเจ็บปวดมันก็อยู่ชั่วคราว มันมาแล้ว เดี๋ยวมันก็ไป เพียงแต่บางคน ถ้าร่างกายอ่อนแอมาก ความทุกข์ โรคภัยไข้เจ็บ มันไปพร้อมกับชีวิตเรา ยังไงเราก็ไม่แพ้มัน อย่างมากก็เสมอกัน

ไม่มีที่มันชนะเราหรอก อย่างมากก็เสมอกัน ถ้าอย่างเราเป็นมะเร็ง เราตาย เซลล์มะเร็งตายด้วย มันอยู่ไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นบอกกับมันดี ๆ ว่า “เอ็งน่ะ อย่าอาละวาดมากนัก” แผ่เมตตาให้มันบ้าง พอเราแผ่เมตตา ใจไม่เกลียดมัน ใจจะสบาย พอใจสบาย สมาธิเกิดขึ้นมา ใจมันร่มเย็นเป็นสุข มีความสุข มีกำลัง มีกำลังใจ เราไม่ต้องคิดอะไรมาก เวลาเราผ่านการรักษาที่ยาวนาน บางคนบอก “โอ้โห อาจารย์จะต้องให้คีโม ๖ ครั้ง ๘ ครั้ง อะไรเนี่ย ฟังแล้วท้อแท้ใจ” อยู่เป็นวัน ๆ ไป มีชีวิตเป็นขณะ ๆ เป็นวัน ๆ ไป วันนี้ให้ทำอะไรก็ทำไป อย่าไปคิดว่าเหลืออีกกี่วัน เหลือต้องให้ยาอีกกี่รอบ คิดมากก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร มีชีวิตอยู่กับปัจจุบันไปทีละวัน ๆ แป๊บเดียวเอง

เจริญแล้วเสื่อม

ภาวนารู้สึกวันนี้ดีวันนี้ไม่ดี อย่างนี้ใช้ไม่ได้
เพราะว่าปัญญา คือความเข้าใจไม่เกิด
ถ้าปัญญาเกิดจะเห็นเลย จิตเจริญเราเสื่อม เป็นเรื่องธรรมดา
สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นก็ดับ เป็นเรื่องธรรมดา
จิตเข้าสู่ความเป็นกลางจะพ้นจากความเจริญและความเสื่อม
หมายถึงว่าความเจริญเกิดขึ้นก็ไม่หวั่นไหว
ความเสื่อมเกิดขึ้นก็ไม่หวั่นไหว

การเตรียมใจภาวนา

ที่ไม่เคยมีศีลก็ให้มีศีล ไม่เคยมีสมาธิก็ให้มันมีบ้าง ไม่เคยเจริญปัญญาที่จะคอยรู้กายรู้ใจก็ให้มาหัดที่จะคอยรู้กายรู้ใจบ้าง คอยรู้สึกอยู่ที่กายคอยรู้สึกอยู่ที่ใจ อย่าไปวาดภาพการปฏิบัติธรรมว่าคือ การนั่งหลับหูหลับตา การปฏิบัติธรรมไม่ใช่การไปเดินจงกรมหามรุ่งหามค่ำ แต่การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงก็คือการมีสติ คนไหนชอบรู้ลมหายใจ ก็ให้มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก มีสติไปเรื่อย

1 2 3