สติปัฏฐานเป็นทางสายเอก

สติปัฏฐานคือมีสติอยู่ในฐานกาย เวทนา จิต ธรรม ฐานใดฐานหนึ่ง ถ้าเมื่อไรไม่มีสติรู้กาย ไม่มีสติรู้ใจ เมื่อนั้นไม่ได้ทำสติปัฏฐาน พระพุทธเจ้าบอกสติปัฏฐานเป็นเอกายนมรรค เป็นทางสายเอก เป็นทางสายเดียวเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น จิตจะเข้าถึงความสิ้นตัณหาได้ต้องทำสติปัฏฐาน ไม่มีทางเลือกทางที่สอง

ลองดูเวทนา เห็นความเจ็บแต่ยังไม่สามารถแยกกายกับความเจ็บปวดออกจากกันชัดเจน เข้าใจว่าสมาธิไม่พอ

หลวงพ่อบอกให้ฝึกมีสติเป็นอัตโนมัติเมื่อ 3 ปีที่แล้ว โยมคิดว่าโยมทำได้ดีขึ้น ทุกวันพยายามรักษาศีล 5 และทำในรูปแบบทั้งนั่งทั้งเดิน เห็นมานะอัตตาของตัวเองได้บ่อยและชัดขึ้น ได้เห็นโทสะก่อตัวพองขึ้นและแฟบหายไป บางครั้งเวลาอยากกลืนน้ำลายจะไปดูใจที่มันอยากก่อน เห็นว่ามันดิ้นแล้วค่อยกลืน ล่าสุดลองดูเวทนาจากอาการเจ็บข้อมือ เห็นความเจ็บทั้งฉาบและแทรกอยู่ในข้อมือแต่ยังไม่สามารถแยกกายกับความเจ็บปวดออกจากกันชัดเจน มันยังรวมกันอยู่ แต่ดูได้ไม่นานก็เลิกเพราะเจ็บมาก ใจมันไม่เอา เข้าใจว่าสมาธิยังไม่พอ ขอหลวงพ่อเมตตาชี้แนะการปฏิบัติเพื่อความเจริญในธรรมต่อไปด้วยค่ะ

 

หลวงพ่อ:

การดูกายเวทนาจะทำได้ดีถ้าสมาธิเรามากพอ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา พระพุทธเจ้าถึงบอกว่ามันเหมาะกับสมถยานิก เหมาะกับคนเล่นฌาน แต่เราดูไปก็ได้ ทนๆ เอา ดูอย่างที่ดูนั่นล่ะ ตอนนี้ยังทนไม่ได้ ต่อไปการที่เราฝึกของเราเรื่อย ดูของเราเรื่อยๆ สมาธิมันก็เพิ่ม เรียกว่าใช้ปัญญานำสมาธิไป สมาธิมันเพิ่ม ต่อไปมันก็ทนได้ การดูเวทนาจำได้ไหมหลวงพ่อชอบสอนเราว่าเวทนาทางกายดูยาก สมาธิไม่พอ สติแตกเอาง่ายๆ เลย ดูเวทนาทางใจไปก่อน ใจเราเดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวเฉยๆ ดูตรงนี้ให้ชำนิชำนาญ

พอเราดูชำนิชำนาญ สติเราก็แข็งแรงขึ้น สมาธิเราก็แข็งแรงขึ้นอะไรอย่างนี้ ปัญญามันก็แข็งแรงขึ้น ต่อไปจะไปดูกาย ดูเวทนา มันก็พอดูได้หรอก เพราะสมาธิมันดีขึ้นแล้ว ทำในจุดที่เรายังทำได้ ตรงไหนที่เกินกำลัง ยังไม่ต้องไปสู้ตรงนั้น มันเหมือนเราจะชกมวย เราจะไปชกกับพวกกระจอกๆ ก่อน ขืนเราไปชกกับแชมป์โลกก่อน เราก็ฝ่อตายเลย ไม่มีทางสู้ ค่อยๆ หัดชกจากของที่ทำได้ ดูของที่ทำได้ อย่างเวทนาทางใจดูง่าย ดูไปๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ แล้วต่อไปมันก็เห็นกายกับใจมันก็คนละอันกัน แล้วต่อไปมันก็เห็นกาย เวทนากับใจมันก็คนละอันกัน ตรงที่เราเห็นกายมันเจ็บมากๆ แล้วเราทนไม่ไหวนี่ ไปดูให้ดี ไม่ใช่เราทนไม่ไหว มันเกิดสังขาร เกิดความปรุงแต่งของจิต ความดิ้นรนทุรนทุราย ความวิตกกังวล ความเดือดร้อนรำคาญอะไรของจิตขึ้นมา เราไม่ได้เห็นตรงนี้ ถ้าเราเห็นตรงนี้ ตัวนี้ดับ เราก็จะดูกายกับเวทนาได้สบายๆ จะเห็นจิตที่ทุรนทุราย จิตไม่ได้เคยทุรนทุราย แต่ความทุรนทุรายมันแทรกเข้ามาในจิต มันเป็นอีกขันธ์หนึ่ง คือสังขารขันธ์

ฉะนั้นถ้าเราแยกได้ 5 ขันธ์แยกได้แล้ว การภาวนาก็ง่ายแล้ว ดูกายแล้วก็เห็นแยกจากเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดูเวทนาก็เห็นแยกออกจากกาย สัญญา สังขาร วิญญาณอะไรอย่างนี้ ดูจิตดูใจก็เห็นแยกออกจากรูป เวทนา สัญญา สังขารอะไรอย่างนี้ มันค่อยๆ ฝึกจนมันชำนิชำนาญ มันก็แยกได้หมด ที่ฝึกอยู่ใช้ได้ แต่ถ้าโทสะแทรกก็ให้รู้เอา มีโทสะไม่พอใจ มันแทรกขึ้นมา เราก็รู้ กิเลสอะไรแทรกขึ้นมา เราก็รู้เอา ดีที่ฝึกอยู่

 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
25 กรกฎาคม 2564

จิตตั้งมั่น

พอจิตมันตั้งมั่นขึ้นมาแล้ว มันจะเห็นทุกข์ได้ ถ้าจิตไปว่างอยู่ข้างนอก ไม่มีวันเห็นทุกข์หรอก มันมีแต่สุข มันมีแต่สบาย มีแต่ว่าง ถ้าจิตใจอยู่กับเนื้อกับตัวจริงๆ ระลึกลงในกายก็เห็นทุกข์ในกาย ระลึกลงที่จิตก็เห็นทุกข์ที่จิต ตรงนี้จิตมันเดินปัญญาได้ แล้วขันธ์มันแยก มันแยกตั้งแต่จิตเราตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูแล้ว