กถาวัตถุ ๑๐

มีคำถาม พวกเราลองตอบแทนหลวงพ่อดู
ข้อที่หนึ่ง “มีธรรมะอันไหนที่เมื่อเราทำมากๆ แล้วจะทำให้เจริญทั้งทางโลกและทางธรรม”
ข้อที่สอง “มีธรรมะอะไรที่ทำมากๆ แล้ว จะเสื่อมทั้งทางโลกและทางธรรม”
ข้อที่สาม “มีธรรมะอะไรที่ทำมากๆ แล้ว ทางโลกจะเสื่อมแต่ทางธรรมเจริญ”
แล้วข้อสุดท้าย “มีธรรมะอะไรที่ทำแล้ว ทางโลกเจริญแต่ธรรมะเสื่อม”
ถ้าจะตอบนี่ยาวหลายชั่วโมง เอาย่อๆ ก็แล้วกัน

รักษาใจยามเจ็บไข้

สำหรับคนที่เจ็บป่วย ทำใจไว้อย่างหนึ่งว่าความเจ็บป่วยก็เป็นของชั่วคราว มันไม่มีใครหรอกเจ็บตลอดชาติ เจ็บตลอดเวลา ความเจ็บปวดมันก็อยู่ชั่วคราว มันมาแล้ว เดี๋ยวมันก็ไป เพียงแต่บางคน ถ้าร่างกายอ่อนแอมาก ความทุกข์ โรคภัยไข้เจ็บ มันไปพร้อมกับชีวิตเรา ยังไงเราก็ไม่แพ้มัน อย่างมากก็เสมอกัน

ไม่มีที่มันชนะเราหรอก อย่างมากก็เสมอกัน ถ้าอย่างเราเป็นมะเร็ง เราตาย เซลล์มะเร็งตายด้วย มันอยู่ไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นบอกกับมันดี ๆ ว่า “เอ็งน่ะ อย่าอาละวาดมากนัก” แผ่เมตตาให้มันบ้าง พอเราแผ่เมตตา ใจไม่เกลียดมัน ใจจะสบาย พอใจสบาย สมาธิเกิดขึ้นมา ใจมันร่มเย็นเป็นสุข มีความสุข มีกำลัง มีกำลังใจ เราไม่ต้องคิดอะไรมาก เวลาเราผ่านการรักษาที่ยาวนาน บางคนบอก “โอ้โห อาจารย์จะต้องให้คีโม ๖ ครั้ง ๘ ครั้ง อะไรเนี่ย ฟังแล้วท้อแท้ใจ” อยู่เป็นวัน ๆ ไป มีชีวิตเป็นขณะ ๆ เป็นวัน ๆ ไป วันนี้ให้ทำอะไรก็ทำไป อย่าไปคิดว่าเหลืออีกกี่วัน เหลือต้องให้ยาอีกกี่รอบ คิดมากก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร มีชีวิตอยู่กับปัจจุบันไปทีละวัน ๆ แป๊บเดียวเอง

ศาสตร์ที่ท้าให้พิสูจน์ ไม่ใช่ชวนให้เชื่อ

เราต้องรู้หลัก ว่าหลักธรรมคำสอนที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร เราจะได้ปฏิบัติได้ถูก แล้วถัดจากนั้นเราก็ลงมือปฏิบัติ เมื่อลงมือปฏิบัติแล้ว เราจะเห็นผลของการปฏิบัติเป็นลำดับๆ ไป เราจะพบว่า ความทุกข์ในใจเราน้ีสั้นลงๆ เคยทุกข์นานก็ทุกข์สั้น เคยทุกข์หนัก ก็ทุกข์น้อย ถ้าฝึกถึงขีดสุดนี่ ไม่ทุกข์อีกต่อไป

เป็นศาสตร์ที่ท้าให้พิสูจน์ ไม่ใช่ชวนให้เชื่อ เป็นความอหังการ กล้าหาญมาก ท้าให้พิสูจน์ เอหิปัสสิโก พึงกล่าวกับผู้อื่นว่ามาลองดูเถิด ไม่ใช่จงเชื่อเถิด ลองดูวิธีที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้ ลงมือทำแล้ว ดูผลด้วยตัวเอง ว่าทุกข์มันน้อยลงไหม ทุกข์มันสั้นลงไหม ถ้าเราพบว่าความทุกข์มันน้อยลงๆ ความทุกข์มันสั้นลงๆ ความเชื่อมั่น ความศรัทธาต่อพระพุทธเจ้าก็จะเกิดขึ้น ทุกวันนี้เราเป็นชาวพุทธแต่ชื่อ เราไม่ได้รู้คุณค่าของพุทธศาสนาเลยว่าจะช่วยอะไรเราได้

เรื่องธรรมดา

การปฏิบัติธรรม เราต้องมาเรียนว่าธรรมดาของกายเป็นอย่างไร ธรรมดาของใจเป็นอย่างไร มาเรียนตัวนี้จนเห็นความเป็นจริงของมันแล้ว ธรรมดาเป็นอย่างนี้แหละ ธรรมดามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ปัญญามันก็เกิดขึ้นมา ว่ามันไม่ใช่ตัวเราหรอก
ถ้าปัญญาขั้นสูงขึ้นไป
เห็นเลยตัวนี้กายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์
ถ้าเห็นถึงกายถึงใจว่าเป็นตัวทุกข์ก็ล้างอวิชชาได้

ธรรมะโดนใจ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช เป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ผู้มีอัจฉริยภาพในการสอนให้โดนใจคนฟัง มีคนจำนวนไม่น้อยชีวิตเปลี่ยนจากการฟังธรรมที่ท่านแสดงเพียงไม่กี่ครั้ง

ลูกศิษย์ผู้เห็นประโยชน์จึงรวบรวมธรรมะโดนใจในหลายๆ วาระ จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขึ้น เพื่อกระตุ้นจิตผู้อ่านให้เดินอยู่ในร่องในรอยตามทางที่พระศาสดาและพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านเดินไปแล้วด้วยดี

จิตใจโดนกระตุ้นแล้ว ต้องลงมือภาวนาเองด้วย ชีวิตจึงจะเปลี่ยนอย่างแท้จริง

หน้าที่ของชาวพุทธ

พวกเรามีหน้าที่ที่พระพุทธเจ้ามอบหมายให้ทุกคน หน้าที่ประการแรก ทำประโยชน์ตนเอง ไม่ประมาทนะ ทำประโยชน์ตัวเอง ก็คือภาวนาเข้า มีสติ ฝึกให้มีสติขึ้นมา ใครไม่มีสติ ก็ฝึกให้มีสติ ใครไม่รู้จักสมาธิ ใจไม่เคยตั้งมั่น ก็ฝึกให้ใจตั้งมั่นขึ้นมา แล้วก็ตามรู้กายตามรู้ใจตามความเป็นจริง รู้อย่างที่เขาเป็น ตามรู้อย่างนี้เรื่อยๆ จนเกิดปัญญา

อริยสัจเพื่อความพ้นทุกข์

อริยสัจเพื่อความพ้นทุกข์ เป็นหนังสือที่เน้นอธิบายอริยสัจ ในด้านการนําไปปฏิบัติที่เข้าใจง่าย โดยหลวงพ่อได้เทศนาแสดง ให้เห็นว่าอริยสัจทั้ง ๔ ข้อ เป็นเรื่องเดียวกัน จะยกข้อไหนมาปฏิบัติ ก็สัมพันธ์กันทั้งหมด แต่ที่พระพุทธเจ้าท่านแยกออกเป็น ๔ ข้อ ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนสําหรับนําไปปฏิบัติให้เข้าถึงใจได้อย่างแจ่มแจ้ง

สําหรับปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นหมวดธรรมที่พระพุทธเจ้า ทรงรู้แจ้งสภาวธรรมจนสําเร็จอนุตตรสัม มาสัมโพธิญาณนั้น ถึงแม้ว่าท่านจะสรุปเพื่อมาสอนเป็นอริยสัจ ๔ แต่ก็ได้แยกอธิบายออกมาเป็นอีกหัวข้อหนึ่งต่างหาก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสําคัญ ของธรรมทั้งสองหมวดนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

วิมุตติมรรค

วิมุตติมรรค หรือเส้นทางแห่งความหลุดพ้น ซึ่งเรียบง่ายรื่นรมย์ และเป็นทางนำให้ประจักษ์ถึงนิพพานซึ่งอยู่ต่อหน้าต่อตานี้เอง เส้นทางสายนี้มีผู้พยายามแสวงหากันมากมายแต่ไม่พบ จนกระทั่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบ และพวกเราจะพบเส้นทางสายนี้ตามพระพุทธเจ้าได้โดยง่าย หากได้ศึกษาบทเรียน ๓ บทที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ซึ่งเมื่อดำเนินตามเพียงไม่นาน เราจะรู้สึกได้ว่านิพพานอยู่ไม่ไกลเกินหวัง

โรดแม็พ ธรรมปฏิบัติ ทางเดินสู่โลกุตตรธรรม

เมื่อเราฝึก “ให้มีสติ รู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง” ให้มากพอแล้ว ถึงจุดหนึ่งสติเราจะอัตโนมัติ อะไรแปลกปลอมขึ้นในกาย นิดเดียวก็รู้โดยที่ไม่ได้เจตนาจะรู้ อะไรแปลกปลอมขึ้นในจิตนิดเดียวก็รู้ โดยที่ไม่ได้เจตนาจะรู้ (ถ้ายังมีเจตนาอยู่ ยังเป็นปัจจัยให้เกิดการกระทำกรรม ทำให้เกิดการสร้างภพ ดิ้นรน ปรุงแต่ง อริยมรรคยังไม่เกิด) นอกจากนี้ ถ้าจิตเคลื่อนไปเราก็รู้ทัน จิตก็จะตั้งมั่นขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

การที่เราคอยเห็นทุกสิ่งทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก ถึงจุดหนึ่งจะเกิดปัญญาอัตโนมัติ ไม่ว่ามองอะไร ไม่ได้เจตนาจะมองเป็นไตรลักษณ มันก็จะมองเป็นไตรลักษณ์ ด้วยตัวของมันเอง ไม่ต้องคิดนำเลย

ประมวลธรรมเทศนา เล่ม ๑, ๒, ๓

หนังสือประมวลธรรมเทศนาของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ทั้ง ๓ เล่ม ได้รวบรวมธรรมเทศนาของหลวงพ่อ ตั้งแต่ได้มีการบันทึกเสียงมา จนถึงกลางปี ๒๕๕๓ โดยการจัดลำดับหัวข้อให้เป็นหมวดหมู่ ที่สามารถศึกษาได้เป็นลำดับไป ซึ่งหลวงพ่อก็ได้เมตตาอนุญาตให้จัดพิมพ์เผยแพร่เป็นธรรมทาน นับว่าเป็นความกรุณาอย่างหาที่สุดมิได้

คณะผู้จัดทำได้คัดเอาธรรมเทศนาของหลวงพ่อในส่วนที่ตรงกับชื่อหัวข้อ แต่ยังคงรายละเอียดที่สามารถเข้าใจคำสอนในหัวข้อนั้นได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นจึงมีบางหัวข้อ ซึ่งมีคำอธิบายข้อความที่ซ้ำกันบ้าง ก็ขอให้ท่านผู้อ่านถือว่าเป็นการทบทวนทำความเข้าใจคำสอนให้ดียิ่งขึ้น

อนึ่ง หนังสือประมวลธรรมเป็นการบันทึกธรรมเทศนาของหลวงพ่อเอาไว้ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติม ต่อจากหนังสือที่หลวงพ่อเป็นผู้เขียน ซึ่งหากเข้าใจหลักการที่หลวงพ่อสอนดีแล้ว จะทำให้เข้าใจธรรมได้ลึกซึ้งกว่ากว้างขวางมากขึ้น

1 2 3