แนวรุกแนวรับในการภาวนา

การภาวนา ไม่ทำสมถะก็ทำวิปัสสนา มีศิลปะประจำตัว รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา จิตเราเหนื่อยเกินไปก็ไม่ตะบี้ตะบัน ไปนั่งจะให้สงบ มันไม่สงบ หาอะไรที่ผ่อนคลายให้มันเสียหน่อยหนึ่ง ทำงานมาทั้งวัน เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจ จะมาทำกรรมฐานต่อก็เหนื่อยกาย เหนื่อยใจหนักเข้าไปอีก เวลานี้ควรทำให้จิตใจผ่อนคลายก็ทำ เวลานี้ควรทำสมถะก็ทำ เวลานี้ควรเจริญปัญญาก็เจริญปัญญา รู้จักแนวรุกแนวรับของเรา

ทางสายกลาง

พอคิดถึงการปฏิบัติก็บังคับกายบังคับใจ ก็ผิดอยู่ 2 ด้าน หย่อนไปกับตึงไป มันเลยไม่เข้าทางสายกลางเสียที ทางสายกลางคือมรรคมีองค์ 8 ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป มรรคมีองค์ 8 ย่อลงมาก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ถือศีลหย่อนเกินไปก็ใช้ไม่ได้ ถือศีลแล้วก็ตึงเกินไปก็ใช้ไม่ได้ สมาธิหย่อนไปก็ไม่ได้ ตึงไปก็ไม่ได้ เจริญปัญญาหย่อนไปก็ไม่ได้ ตึงไปก็ไม่ได้ ต้องทางสายกลางจริงๆ

ปฏิบัติในรูปแบบสม่ำเสมอแต่ยังฟุ้งซ่าน การปฏิบัติระหว่างวันสติหลุดจนโกรธมาก ดูจิตที่หลงไปคิดจริงจังไม่ทัน

ปฏิบัติในรูปแบบสม่ำเสมอแต่ยังฟุ้งซ่าน การปฏิบัติระหว่างวันสติหลุดจนโกรธมาก ดูจิตมัวตรงๆ ได้นานๆ ครั้ง ร่วมกับดูจิตฟุ้งซ่านหลังรู้ว่าไหลไปเบาๆ เอื่อยๆ ส่วนจิตที่หลงไปคิดจริงจัง ดูไม่ทันค่ะ ขอหลวงพ่อชี้แนะสิ่งที่ต้องปรับปรุง

 

หลวงพ่อ:

คือถ้ามันจำเป็นต้องคิด คิดเรื่องทำมาหากิน คิดเรื่องแก้ไขปัญหาชีวิต ปัญหาครอบครัวอะไร มันจำเป็นต้องคิด ก็คิดไปเถอะ แต่เราไม่หาขยะมาให้จิต ทุกวันนี้ขยะเต็มไปหมดเลย เปิดอินเทอร์เน็ตมาก็เจอแล้ว ขยะคือข้อมูลขยะทั้งหลาย ข้อมูลที่เห็นแล้วจิตเศร้าหมอง อย่าไปดูมัน ดูเท่าที่จำเป็น นี้พอเราไปรับข่าวสารข้อมูลที่ทำให้จิตเศร้าหมองมากอะไรนี่ ใจเราก็เดือดร้อนรำคาญ โทสะก็ครอบเรา เราก็ไม่มีกำลังหรอก

เวลานี้โรคระบาดรุนแรง บ้านเมืองวิกฤต ต้องยอมรับว่าบ้านเมืองวิกฤต เป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของบ้านเมือง ผู้คนวุ่นวาย บางคนวุ่นวาย เจตนาแกล้งให้วุ่นวาย มีผลประโยชน์แอบแฝง บางคนแตกตื่นแล้ววุ่นวาย บางคนก็มีกิเลสอย่างอื่น เช่น อยากโอ้อวด อยากแสดงความคิดความเห็นอะไรอย่างนี้ พวกนี้มันช่วยกันเพิ่มข้อมูลขยะขึ้นมาเต็มไปหมดเลย ข้อมูลขยะนี้ยิ่งเราเสพมาก ใจเรายิ่งเดือดร้อน โทสะขึ้นทั้งวันเลย ดูนี่ก็โทสะขึ้นๆ พวกที่เกลียดนายกฯ ไปอ่านข่าวคนชมนายกฯ โทสะขึ้น เกลียดนายกฯ ไปเห็นข่าวด่านายกฯ ก็ดีใจ ราคะขึ้น เกิดวิหิงสาวิตก มุ่งคิดร้ายด้วยโมหะอะไรอย่างนี้ คิดร้ายด้วยราคะ คิดร้ายด้วยโทสะอะไรนี่ ใจเราวนเวียนอยู่ในเรื่องมิจฉาสังกัปปะ คิดก็คิดไปด้วยอำนาจของราคะ คิดไปด้วยอำนาจของโทสะ คิดไปด้วยอำนาจของโมหะ ไปไม่รอดหรอก ภาวนาไม่ได้

ฉะนั้นเลี่ยงข้อมูลขยะ ดูข่าวเท่าที่จำเป็น จะรักษาตัว ป้องกันตัว ป้องกันครอบครัวอย่างไร จะทำมาหากินอย่างไร ดูพวกนี้พอแล้ว ข่าวที่เขาด่ากันไปด่ากันมา เสียเวลา คนอื่นเขามีกิเลส เราห้ามเขาไม่ได้หรอก เราก็ภาวนาของเรา รักษาตัวของเราเอาไว้ อย่าให้เป็นบ้าเสียก่อนที่ โควิดจะหาย หลายคนเป็นบ้าไปแล้ว ยังไม่ทันจะเป็นโควิด เป็นบ้าไปแล้ว

ของหนูไม่มีอะไรหรอก ของหนูใจมันฟุ้งซ่าน ฉะนั้นเราก็หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นให้ใจฟุ้งซ่านเสีย เลี่ยงให้มากที่สุด ก็จะช่วยให้เราสบายขึ้น วันๆ แทนที่จะเปิดอินเทอร์เน็ตไปนั่งดูเขาด่ากัน ก็เปิดฟังหลวงพ่อเทศน์ไป กิเลสไม่เกิดหรอก แต่บางทีก็ขัดกิเลสเหมือนกัน ฟังแล้วกิเลสไม่อยากฟัง ของหนูไปดู ลดละเรื่องข้อมูลไม่ดีทั้งหลาย ตั้งอกตั้งใจภาวนา ช่วงโควิดเป็นช่วงที่ให้โอกาสกับนักปฏิบัติ เรามีผัสสะที่ไม่ดี เรามีความทุกข์ เรามีความเดือดร้อน อย่างทำมาหากินยากอะไรอย่างนี้ ช่วงเวลาที่ชีวิตเดือดร้อนเป็นนาทีทองของการปฏิบัติสำหรับผู้ปฏิบัติเป็น ถ้าปฏิบัติไม่เป็น เป็นช่วงเวลาที่ตกนรก ตอนนี้ตกนรกกันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว

 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
25 กรกฎาคม 2564

ภาวนาอย่างไรก็ไม่สงบ

คำถาม:

ผมเป็นคนฟุ้งซ่าน ช่างคิด ขี้สงสัย จิตออกนอก หลงบ่อย ทำให้ทำจิตให้ตั้งมั่นได้ยาก ไม่สามารถดูสบายๆ ดูซื่อๆ ได้เลยครับ ต้องตั้งใจดู ซึ่งก็กลายเป็นเพ่งไป พอเพ่งก็อึดอัด ปวดหัว ถ้าไม่เพ่งจิตก็หลงไป กรรมฐานที่ทำอยู่ประจำคืออานาปานสติครับ โดยดูลมพร้อมนับเลขแบบซับซ้อนนิดหนึ่งไปด้วย เพราะบริกรรมพุทโธก็เอาไม่อยู่ อยากเรียนถามหลวงพ่อว่าควรปฏิบัติอย่างไรดีครับ

หลวงพ่อ:

จิตมันเป็นอนัตตา สั่งให้สงบ สั่งไม่ได้ สั่งให้ดี สั่งไม่ได้ สั่งให้สุข ก็สั่งไม่ได้ เราทำเหตุไปเรื่อยๆ ทำกรรมฐาน อย่างหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ยังไม่ไหว นับไป หรือ พุทโธเร็วๆ พุทโธๆๆๆ อะไรอย่างนี้ก็ได้ ให้จิตมันมีเครื่องอยู่ไป แล้วจิตมันก็สงบของมันเองล่ะ อยู่ๆ จะไปสั่งจิตให้สงบ อย่าไปตั้งเป้าผิด ถ้าตั้งเป้าว่าทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบ มันไม่สงบหรอก ตั้งเป้าว่าเราทำสมาธิเพื่อจะทำ เช่น หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ นี่เราปฏิบัติเป็นพุทธบูชาไป ไม่หวังผลว่าจะต้องสุข ต้องสงบ ต้องดี ถ้ายังหวังผลอยู่ ไม่สงบหรอก เพราะใจมันโลภ ฉะนั้นเราทำนี่ ไม่ได้หวังผลอะไร ลองไปปรับตัวนี้เสีย อย่าหวังผล ปฏิบัติเป็นพุทธบูชาไป แล้วจิตจะสงบก็ช่างมัน จิตไม่สงบก็ช่างมัน ขอให้ได้ปฏิบัติเท่านั้น

ทำไปเรื่อยๆ แล้วไม่ได้หวังผล จิตมันจะสงบอย่างรวดเร็วเลย นี้เป็นเคล็ดวิชา ถ้าเราหวังผล จิตจะไม่มีความสุข จิตไม่มีความสุข สมาธิจะไม่เกิด เพราะฉะนั้นเราไม่ได้หวังผล เราถือว่า ทุกลมหายใจเข้าออกเหมือนดอกไม้บูชาพระ เคารพพระพุทธเจ้า หายใจนี่เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าไปเรื่อยๆ ทำโดยไม่ได้หวังผล แล้วจะได้ผลดี แต่ถ้าทำแล้วหวังว่าจะสงบ เมื่อไหร่จะสงบๆ ไม่สงบสักทีเลยโว้ยอะไรอย่างนี้ ไม่สงบหรอก ไปปรับทัศนคติเสียตรงนี้ ไม่ได้ทำเอาดี เอาสุข เอาสงบหรอก แต่ทำเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า เดี๋ยวก็สงบเอง ง่ายๆ

 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
18 กรกฎาคม 2564

เริ่มเห็นจิตที่หนีไปคิดได้บ้าง แต่บางวันก็ยังฟุ้งซ่านอยู่มาก ถ้าวันไหนลืมเตือนตัวเองก็จะเผลอไปนาน

คำถาม:

ส่งการบ้านครั้งที่แล้ว หลวงพ่อให้โยมไปเดินจงกรมแล้วรู้ทันจิตไป เอาจิตเป็นหลัก ไม่ได้เอาคำบริกรรมหรือการเดินเป็นหลัก โยมก็นำไปปฏิบัติตาม ก็เริ่มเห็นจิตที่หนีไปคิดได้บ้าง แต่บางวันก็ยังฟุ้งซ่านอยู่มาก ในระหว่างวันก็จะพยายามรู้กายที่เคลื่อนไหว แต่ก็ยังมีความจงใจและต้องคอยบอกตัวเองบ่อยๆ ให้รู้สึกตัว ถ้าวันไหนลืมเตือนตัวเองก็จะเผลอไปนาน ขอหลวงพ่อเมตตาชี้แนะข้อผิดพลาด และขอการบ้านไปปฏิบัติให้พัฒนาต่อไปด้วยค่ะ

 

หลวงพ่อ:

ไม่ผิดหรอกที่ทำอยู่ มันค่อยๆ ดี แต่มันไม่ได้ดีปุบปับทันใจหรอก สติ สมาธิ ปัญญาอะไรพวกนี้มันเป็นของเสื่อม บางวันก็มีสมาธิ บางวันก็ไม่มีสมาธิ บางวันสติเกิดเร็ว บางวันเกิดช้า เผลอไปตั้งชั่วโมงแล้วยังไม่รู้เลยอะไรอย่างนี้ เอาแน่เอานอนไม่ได้หรอก หน้าที่ของเราทำเหตุไปเรื่อยๆ แล้วผลมันเป็นเอง เราจะเห็นว่าถึงเราทำเหตุทุกวันเหมือนกัน แต่ผลที่ได้ในแต่ละวันนี่ไม่เคยเหมือนกัน วันนี้จิตสงบ วันนี้จิตฟุ้งซ่าน วันนี้สติเกิดบ่อย วันนี้สติไม่ยอมเกิดอะไร วันนี้เห็นไตรลักษณ์ วันนี้ไม่เห็นเลยอะไรอย่างนี้ เราจะเห็นว่าทำเหตุเหมือนกัน คือปฏิบัติเหมือนกันทุกวันๆ ผลที่ได้ไม่เคยเหมือนกันหรอก แล้วก็ไม่ต้องทำให้มันเหมือนกัน เราจะเห็นว่าในความเป็นจริงแล้ว มันมีสิ่งที่ error อยู่ เราควบคุม input เหมือนกันทุกวันเลย ปฏิบัติเหมือนกัน output ไม่เคยเหมือนกัน ผลที่ได้

มันมีสิ่งที่ error อยู่ ตัวนี้ล่ะคือตัวไตรลักษณ์ เห็นไหมจิตบางทีก็สงบ บางวันก็สงบ บางวันทำอย่างไรก็ไม่สงบ เพราะจิตนี้เป็นไตรลักษณ์ นี่ธรรมะมันสอนเรา แต่เราคิดว่าอย่างนี้ไม่ใช่ธรรมะ ถ้าเป็นธรรมะต้องดีตลอด ต้องสุข สงบตลอด ฉะนั้นการที่มันเห็นมันแปรปรวน นั่นล่ะธรรมะ ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราจะรู้เลยว่าไม่น่าตกใจ จิตฟุ้งซ่านก็ไม่น่าตกใจ จิตสงบก็ไม่น่าดีใจ จิตสงบเดี๋ยวมันก็ฟุ้ง จิตฟุ้งซ่านก็ไม่น่าเสียใจ ฟุ้งซ่านได้เพราะว่าเราบังคับมันไม่ได้ แต่ว่าเราปฏิบัติเราทำเหตุสม่ำเสมอ เราจะเห็นไตรลักษณ์ได้ชัดเจน ที่ฝึกอยู่ใช้ได้ ที่ฝึกอยู่ดีมากๆ ด้วย ไปฝึกเอา

 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
18 กรกฎาคม 2564

วิธีปฏิบัติที่ช่วยให้จิตใจเข้มแข็งได้มากขึ้น

คำถาม:

ตอนนี้จิตไม่มีกำลัง ฟุ้งซ่าน เพราะว่ามายุ่งกับเรื่องทางโลกเยอะค่ะ จะรู้ได้เฉพาะเวลาที่มีโทสะ แต่เวลามีโมหะก็จะหลงไปยาว จะมีวิธีปฏิบัติที่ช่วยให้จิตใจเข้มแข็งได้มากขึ้นไหมคะ

 

หลวงพ่อ:

ช่วงนี้เป็นช่วงยากลำบากในทางโลก มันต้องปากกัดตีนถีบ ต่อสู้ มันก็เป็นช่วงที่หลวงพ่อเห็นใจพวกเราทุกคน มันเหนื่อยในทางโลก จะให้จิตเข้มแข็งมีกำลัง ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอะไร ทำลำบาก มันตะลุมบอนอยู่กับโลก มันฟุ้งซ่านอยู่กับโลก เอาเท่าที่ได้ ทำเท่าที่ได้ ตอนไหนไม่ใช่เวลาที่จะต้องต่อสู้เพื่ออยู่กับโลก มีเวลาของตัวเองนิดๆ หน่อยๆ ให้สิ่งซึ่งมีคุณค่ากับชีวิตเราเอง อยู่กับพุทโธ อยู่กับลมหายใจไป จิตมันฟุ้งซ่าน เพราะมันเที่ยวจับอารมณ์โน้นที จับอารมณ์นี้ที อย่างเวลาเรามีเรื่องที่ต้องคิดอย่างนี้ อย่างคิดว่าจะทำมาหากินอะไรดีอะไรอย่างนี้ ลำบาก งานการลำบากอะไรอย่างนี้ จะห้ามมันไม่ให้คิด ห้ามไม่ได้ มันจะคิดก็ไม่ว่ามันหรอก เราก็ค่อยๆ สังเกตไป ตอนไหนไม่ใช่เวลาที่จะคิดเรื่องงานเรื่องการ มาอยู่กับพุทโธ มาอยู่กับลมหายใจไป เก็บแต้มของเราไปเรื่อยๆ ต่อไปจิตใจเราเข้มแข็งขึ้นมาแล้ว การแก้ปัญหาชีวิตมันจะง่ายขึ้น

หลวงพ่อพุธท่านเคยเล่าให้หลวงพ่อฟัง บอกว่าสมาธินี่มันช่วยแก้ปัญหาชีวิตได้อย่างดีเลย ฉะนั้นหลวงพ่อพุธจะเป็นพระที่ทันสมัย สอนคนที่อยู่ในเมืองได้ดีมากๆ หลวงพ่อลูกศิษย์ท่านล่ะ ท่านเล่าให้ฟังบอกว่ามันมีสถาปนิกคนหนึ่ง คนจ้างให้ออกแบบอาคารหลังหนึ่งซึ่งมันซับซ้อนมากเลย คิดอย่างไรก็คิดไม่ตก นั่งคิดเป็นวันๆ เลย คิดไม่ตกเลยว่าจะทำอย่างไร พอคิดไม่ตก เขาก็นอน ตอนที่ตื่นนอนมานี่ มีสติ รู้สึก เห็นร่างกาย เห็นจิตใจ เห็นร่างกายมันตื่นขึ้นมา จิตมันสงบ มันตั้งมั่น แล้วท่านบอกว่าเขาเห็นแปลนที่จะต้องเขียนมันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเลย ตึกหลายชั้นนี่มันเห็นเป็นภาพๆๆ ออกมา ไม่ได้คิดเลย จิตมันสอนออกมา จิตมันแสดงออกมา ปรากฏว่าเขาทำงานที่ยากลำบากนี้สำเร็จได้อย่างง่ายดายเลยด้วยจิตที่มีสมาธิ

จิตที่มีสมาธิ ถ้าพวกเราไม่มี เราไปสังเกตตอนที่เราตื่นนอน ตอนที่ตื่นนอนยังไม่ได้ทันคิดเรื่องงาน ตรงนั้นล่ะพอจะมีสมาธิอยู่บ้าง ฉะนั้นเวลาตื่นนอนเป็นเวลาสำคัญ เป็นนาทีทองของชีวิตเรา ตื่นนอนขึ้นมา อย่านอนบิดขี้เกียจ ฟุ้งซ่านอะไรไปเรื่อยๆ ตื่นนอนก็ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้เนื้อรู้ตัว รู้สึกกายรู้สึกใจไป จิตมันจะมีสมาธิขึ้นมา เราจะคิดแก้ปัญหาที่ยากๆ ได้ หลวงพ่อก็ใช้วิธีนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไร เวลาเราคิดอะไรไม่ออก หลวงพ่อไม่ตะบี้ตะบันคิด ขอใช้ศัพท์ไม่สุภาพ มันเห็นภาพดี หลวงพ่อไม่ตะบี้ตะบันคิดเวลาคิดอะไรไม่ออก ไม่คิดมันหรอก ไปทำอย่างอื่นก่อน ไปอ่านการ์ตูน ไปอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วก็ทำใจสบายๆ บางทีนั่งสมาธิ ไหว้พระสวดมนต์อยู่ เรารู้เลยว่าเราจะต้องทำอะไร ตอนไหน มันรู้ขึ้นเองเลย กำลังของสมาธินี่ บางทีเช้าๆ ตื่นนอน ตื่นตอนเช้าขึ้นมา นึกถึงการปฏิบัติ มันรู้เลยว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร หรือวันนี้จะเทศน์อะไร บางทีรู้แต่เช้าว่าวันนี้จะเทศน์อย่างนี้ ไม่ได้มีการเตรียมโผ หรือบางทีเช้าๆ มันไม่เกิดธรรมะ หลวงพ่อก็มานั่งจิบน้ำร้อนน้ำชา เดี๋ยวก็มีธรรมะว่าควรจะแสดงธรรมเรื่องอะไร นี่เป็นเรื่องของสมาธิทั้งหมดเลย

ฉะนั้นเวลาที่จิตเรามีปัญหามาก อย่าไปดิ้นรนว่าทำอย่างไรจะหายๆ คิดไม่ออกแล้วโว้ย ทุบกบาลอีก ธรรมดาก็โง่อยู่แล้ว ยังไปเขกหัวให้มันโง่กว่าเก่าอีก ก็อย่าไปโมโห หนูรู้สึกไหม จิตตอนนี้ดีกว่าตะกี้ รู้สึกไหม จิตตอนนี้มันตื่นขึ้นมา มันโปร่ง มันโล่ง มันเบาขึ้นมาทั้งๆ ที่หลวงพ่อยังไม่ได้สอนอะไรเราเท่าไหร่เลย แต่จิตเราเปลี่ยนแล้ว เพราะจิตเรารับธรรมะได้ ไม่ต้องไปคิดค้นคว้า จิตมันฟังธรรมะ ฟังไป จิตมันสงบ จิตมันมีสมาธิขึ้นมา มันจะรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ มันจะรู้ขึ้นมาเอง แล้วตอนนี้เราจะคิดแก้ปัญหาชีวิตได้ดีกว่าคนอื่น อย่างพวกเล่นหุ้นเล่นอะไร แล้วก็ฟุ้งตลอดเวลา ไม่ได้กินหรอก ถ้าข้อมูลไม่แม่น

จะลงทุนจะทำธุรกิจ จะอะไรนี่ จัดการกับใจของเราให้ได้ก่อน ถ้าใจเรามีสมาธิ มันจะไม่มีอคติ ไม่มี bias มันจะมองปัญหาอะไรได้ตรงไปตรงมา มากกว่าพวกที่มี bias อย่างพวกที่โลภมากอย่างนี้ จะลงทุนดีไม่ดีอะไรนี้ โลภมากประเดี๋ยวก็พลาด ถ้าใจมีสมาธิ ไม่โลภ มันรู้เลยว่าตอนไหนควรจะทำอะไร จะลงทุนอะไรตอนไหน ตอนไหนจะถอย ตอนไหนจะก้าวไปข้างหน้า มันจะรู้ของมันเอง มันรู้จังหวะชีวิตของตัวเองได้เลย เพราะฉะนั้นสมาธินี่ฝึกเอาไว้เถอะ ไม่ใช่สมาธิเคลิ้มๆ สมาธิรู้เนื้อรู้ตัวนี่ล่ะ ฝึกเอาไว้ แล้วจะเอามาใช้งานทางโลกได้เยอะแยะเลย อย่างตอนนี้จิตเรามีกำลังขึ้นมาแล้ว เราก็รู้สึกลงไป ถ้าจะเดินในทางธรรมต่อ เราก็ดูลงไป ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ความรู้สึกทั้งหลายไม่ใช่ตัวเรา จิตก็ไม่ใช่เรา สั่งให้ดีไม่ได้ ห้ามชั่วไม่ได้ นี่ดูมันไป ถ้ายังมีภาระทางโลก จิตมันจะวกไปคิดหาคำตอบทางโลกเอง แล้วมันจะรู้คำตอบแบบง่ายๆ ไม่ค่อยผิดหรอก

 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
18 กรกฎาคม 2564