กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์

ทำกรรมอันใดไว้ก็มีผล ต้องรับผลของกรรมนั้นแน่นอน เพียงแต่จะรับเมื่อไรเท่านั้นเอง กรรมมันสามารถให้ผลได้หลายแบบ กรรมบางอย่างที่รุนแรง เป็นอนันตริยกรรม เป็นครุกรรมทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว จะให้ผลทันทีให้ผลรวดเร็ว อีกอันหนึ่งก็กรรมที่ให้ผลในลำดับต่อไปในชาติต่อๆ ไป บางกรรมก็ให้ผลหลังจาก 3 ชาติ 7 ชาติไปแล้วอะไรอย่างนี้ บางกรรมอีกนานกว่าจะให้ผล กรรมบางอย่างยุติไปไม่ให้ผลเรียกอโหสิกรรมอโหสิกรรมคือกรรมที่ให้ผลสำเร็จไปแล้ว ไม่ให้ผลอีกแล้ว ไม่ใช่กรรมที่ไม่มีผล ถ้าเราเข้าใจกรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ว่าเราจะไปเกิดที่ไหนเราก็พยายามสร้างกรรมที่จะเกิดในสุคติเอาไว้ ถ้าเราสะสมแต่กิเลส เราก็จะไปเกิดในทุคติ ถ้าภาวนาไปแล้วก็จะเข้าใจหรอกว่าทุคติมันมีจริงๆ พวกที่น่ากลัวคือพวกอสุรกาย พวกนี้เซลฟ์จัด ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี กูเก่ง กูแน่ ใครก็โปรดไม่ไหว พวกเปรตไปด้วยโลภะ อย่างห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงหมาห่วงแมวอะไรอย่างนี้ก็ไปเป็นเปรตได้ ห่วงสมบัติ พวกเราตั้งใจฝึกตัวเองที่จะไปสู่สุคติ ถ้าฝึกให้ได้มรรคผลนิพพานไปเลยก็ดี ไม่ได้ถึงพระอรหันต์ยังต้องเกิดอีก ก็ให้ได้ธรรมะได้โสดาบันก็ปลอดภัย ไม่ไปทุคติ แต่พระโสดาบันหรือพระอนาคามี พระสกิทาคามี กระทั่งพระอรหันต์ วิบากมันก็ตามได้ มันตามมาที่ร่างกาย อย่างพระพุทธเจ้าเราสมัยยังไม่ได้ตรัสรู้ ท่านก็เคยทำผิด ท่านก็เคยทำบาปเหมือนอย่างที่พวกเราทำผิดทำบาปกัน ท่านก็เคยทำแล้วท่านก็ตกนรก จนพัฒนาตัวเองขึ้นมาจนเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์แล้ว ผลกรรมที่ทำไว้ยังตามมาทำร้ายร่างกายท่านได้ แต่ทำร้ายจิตใจไม่ได้แล้ว จิตใจท่านพ้นโลกไปแล้ว กรรมมันเล่นงานได้เฉพาะสัตว์ที่อยู่ในโลกเท่านั้น ทีนี้ร่างกายยังมีอยู่ ก็ยังรับผลของกรรมได้ พวกเราก็ต้องใช้หลักที่พระพุทธเจ้าสอน กรรมชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า

สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ

ทำกรรมฐานอันหนึ่ง จิตหลงไปแล้วรู้ จิตถลำลงไปเพ่งแล้วรู้ ตัวนี้ฝึกให้มากเลย สำคัญมาก ถ้าเราฝึกตัวนี้ได้จิตเราตั้งมั่นขันธ์จะแยก พอขันธ์แยกแล้ว ขันธ์แต่ละขันธ์จะแสดงไตรลักษณ์ สุดท้ายมันจะเข้ามาที่จิต เห็นว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตผู้รู้เกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปดูรูปเกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปฟังเสียง จิตที่ไปดมกลิ่น จิตที่ไปลิ้มรส เกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปรู้สัมผัสทางกายเกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปคิดนึกทางใจเกิดแล้วก็ดับ เห็นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆๆ สุดท้ายมันรู้เลย รู้ด้วยตัวเอง สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ ทุกสิ่งเกิดแล้วดับทั้งสิ้นเลย 4 ขันธ์แรกดูง่าย ที่ดูยากคือตัวจิตนี่ตัววิญญาณนี้ ฝึกมาตามลำดับให้มันเห็นเลยวิญญาณก็เกิดดับ

ปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา

ชาวเถรวาทหลักปฏิบัติมันก็อันเดียวกัน คือเรื่องของไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา อธิศีลสิกขา จุดที่ยากที่สุดก็คืออธิจิตตสิกขา การพัฒนาจิต เตรียมความพร้อมของจิต ให้พร้อมสำหรับการจะไปเจริญปัญญา เมื่อจิตมีความพร้อมแล้ว ก็ถึงบทเรียนสุดท้าย อธิปัญญาสิกขา เรียนรู้ความจริงของชีวิต คือรูปนามกายใจของเรานี้ รู้ไปเพื่ออะไร ถ้าเราเข้าใจความเป็นจริงของรูปนามกายใจ ก็คือเข้าใจความจริงของชีวิตตัวเรานี้ มันจะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น ถ้ารู้ความจริงของกาย ก็จะปล่อยความยึดมั่นในร่างกาย รู้ความจริงของจิตใจ ก็จะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในจิตใจได้

กรรมแก้ไม่ได้

เราเป็นชาวพุทธ เราได้ศึกษามาแล้ว กรรมมันแก้ไม่ได้ ถ้าทำกรรมไว้แล้ว ก็ต้องรับผล อย่างเราซุ่มซ่ามเดินหัวไปชนเหลี่ยมเสา หัวแตก จะมาทำพิธีแก้กรรมให้ไม่ชนเสา ก็มันชนไปแล้ว จะไปแก้อะไร มันเป็นอดีต อดีตมันผ่านไปแล้ว มันแก้ไม่ได้ หลวงพ่อได้ยินเรื่องแก้กรรม หลวงพ่อไม่เอาแล้ว รู้ว่าไม่ใช่ชาวพุทธหรอก ชาวพุทธเชื่อเรื่องกรรม เรื่องผลของกรรม ใครมาชวนไปแก้กรรม ไม่แก้ ทางที่จะดีสำหรับเรา ที่เวลาอกุศลให้ผล คือทำความดีให้มากขึ้น ทำความดีให้เยอะขึ้น ไม่ใช่หาทางแก้กรรม การที่เราทำกรรมดีให้มากขึ้น มันก็จะเจือจางผลของกรรมเก่า พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบ เหมือนเรามีน้ำอยู่แก้วหนึ่ง เราเอาเกลือกำมือหนึ่งใส่ลงไปในแก้ว เราชิมน้ำ โอ๊ย น้ำนั้นเค็มมาก ถ้าเราเติมน้ำลงไป เปลี่ยนไปใส่เกลือกำมือหนึ่ง ลงไปในถังน้ำใหญ่ๆ เกลือก็จำนวนเท่าเดิม ไม่ได้ลดจำนวนลง แต่เรากินน้ำนั้นได้ อันนี้ลักษณะอย่างนี้ ไม่ใช่การแก้กรรม เกลือคือกรรมเก่าไม่ได้ลดลง แต่เราทำกรรมใหม่ที่ดีขึ้น เหมือนเราเติมน้ำลงไปเยอะๆ มันก็เจือจางรสของเกลือลงไปก็สามารถกินได้

นิโรธคือความดับทุกข์

นิโรธคือความดับทุกข์ นิโรธมี 5 อย่าง ดับทุกข์เพราะสมถะ ดับทุกข์เพราะวิปัสสนา ดับทุกข์เพราะอริยมรรค ดับทุกข์เพราะอริยผล ดับทุกข์เพราะนิพพาน เราเป็นปุถุชน เราทำได้ 2 อย่าง ได้สมถะกับวิปัสสนา ฉะนั้นฝึก 2 อย่างนี้เอาไว้ แล้วเราจะฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตเรา โดยไม่บ้าตายเสียก่อน ศาสตร์ของพระพุทธเจ้า เป็นศาสตร์ที่จะให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่โดยไม่ทุกข์ หรือทุกข์น้อยๆ ปัญหาส่วนปัญหา มีอกุศลวิบากให้ผลมา ชีวิตเราก็เจอปัญหาหนัก มีกุศลวิบากมา เราก็สบายหน่อย ช่วงนี้ชาวโลกเราก็มีอกุศลพร้อมๆ กัน ที่มาเกิดยุคเดียวกัน ก็คงทำกรรมมาร่วมกัน

ความวิเวกเป็นเพื่อนที่ดีของเรา

ถ้าเรามักน้อยสันโดษ อยู่กับความสงบสงัด อยู่คนเดียวได้ มีลมหายใจเป็นเพื่อน สบายจะตายไป รู้สึกไป ไม่มีอะไรเป็นเพื่อนที่ดีเท่ากับความวิเวก ความวิเวกเป็นเพื่อนที่ดีของเรา อยู่ด้วยแล้วไม่วุ่นวาย อยู่กับคน อยู่กับคนอื่นวุ่นวาย อย่างไรก็วุ่นวาย วุ่นมากหรือวุ่นน้อยเท่านั้นเอง ฝึกตัวเองแบบนี้แล้วค่อยตั้งใจรักษาศีล สมาธิ ปัญญา จนเกิดวิมุตคือมรรคผล เกิดวิมุตติญาณทัศนะคือรู้ว่ากิเลสอะไรละแล้ว กิเลสอะไรยังไม่ละ รู้ทันไป ชีวิตเราก็จะสมบูรณ์ เราไม่เสียชาติเกิด สมมติว่าชีวิตนี้ยังไม่ได้มรรคผล แต่เราได้พยายามแล้ว ได้พยายามเต็มที่แล้วยังไม่ได้มรรคผล เราก็อิ่มอกอิ่มใจ ชาตินี้ไม่เสียเปล่าหรอก คล้ายๆ เราเรียนแต่ยังไม่จบดอกเตอร์ ไม่เห็นต้องเสียใจเลย ดีกว่าไม่เรียนอะไรเลย แล้วชาติต่อไปเราจะภาวนาง่าย

นิพพานมีจริง

พระนิพพานมีจริง ไม่ใช่โลกๆ หนึ่ง ไม่ใช่สวรรค์ บางที่สอนนิพพานเหมือนสวรรค์ มีพระพุทธเจ้านั่งเข้าแถว โอ๊ย น่าสงสารจังเลย อุตส่าห์ภาวนาจนเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พอธาตุขันธ์แตกแล้วก็ไปนั่งตัวแข็งๆ อยู่ น่าสงสาร นิพพานไม่ได้เป็นอย่างนั้น นิพพานคือสภาวะที่สิ้นตัณหา สิ้นความอยาก เมื่อสิ้นความอยากก็หมดความดิ้นรนปรุงแต่งของจิต หมดความอยากเรียกว่าวิราคะ หมดความดิ้นรนของจิตเรียกว่าวิสังขาร ก็เข้าถึงวิมุตติ ความปล่อยวาง จิตหลุดพ้นจากอะไร จากอาสวะที่ห่อหุ้ม อาสวะห่อหุ้มจิตอยู่ตลอดเวลา เวลาอริยมรรคเกิดครั้งที่หนึ่ง อริยมรรคก็จะแหวกอาสวกิเลสขาดสะบั้นออกไป แล้วไม่นานมันจะกลับมาปิดอีก แหวกครั้งที่สองก็ยังมาปิด ครั้งที่สามก็ยังมาปิด หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยบอกหลวงพ่อ ต้องแหวก 4 ครั้ง อาสวะต้องถูกแหวกด้วยอริยมรรค 4 ครั้งมันถึงจะไม่กลับมาอีกแล้ว แตกกระจัดกระจายสลายตัวไป

ธรรมะที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง

พวกเราก็ต้องดูตัวเอง เราควรทำสมถะด้วยอะไร ควรทำวิปัสสนาแบบไหน พระพุทธเจ้าบอกว่า “ธรรมะที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง 2 ประการ คือสมถะและวิปัสสนา” ต้องเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ไม่ใช่หลับหูหลับตาทำไปเรื่อยๆ แล้วนึกว่าจะดี ไม่ได้มีปัญญาประกอบ ไม่ได้มีปัญญาตัวนี้ เป็นสัมปชัญญะ รู้ว่าอะไรควรแก่ตัวเรา ฉะนั้นเราต้องดูตัวเอง หลักของสมถะ เราต้องรู้จักเลือกอารมณ์ อารมณ์อะไรที่จิตไปอยู่แล้วมีความสุข เอาอารมณ์อันนั้นมาให้จิตรู้ เป็นเครื่องให้จิตรู้ แล้วรู้อย่างไร รู้ไปสบายๆ ไม่ต้องคิดมาก รู้อย่างเดียว รู้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปคิด หลวงพ่อพุธท่านบอก “สมถะเริ่มเมื่อหมดความจงใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด” ฉะนั้นอย่างเราจะทำสมถะ แล้วเราจงใจจะให้สงบ รับรองว่าไม่สงบ ตรงที่จงใจทำอันนั้น จงใจทำอันนี้ จิตมันมีโลภะ มันไม่เกิดสติจริง แล้วพอมันมีโลภะ มันก็จะเกิดการแสวงหา เกิดความดิ้นรนของจิต ที่จะให้จิตสงบ ก็เมื่อตั้งหน้าตั้งตาดิ้นรนแล้ว มันจะสงบได้อย่างไร

จิตผู้รู้คือตัวทุกข์

วิธีจะเห็นความจริง ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา บอกแล้ว มีสติรู้มัน จิตตั้งมั่นเป็นกลาง เห็นมันตามที่มันเป็น ก็จะรู้ความจริงไม่ใช่ตัวเรา เราก็จะเรียกว่าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง รู้ขันธ์ 5 แจ่มแจ้ง แต่แจ่มแจ้งจริงต้องพระอรหันต์ แจ่มแจ้งจริงๆ ต้องเป็นพระอรหันต์ แล้วตัวที่จะทําให้เราแจ่มแจ้งคือจิต รูป เวทนา สัญญา สังขาร ง่าย จิตทําอย่างไรจะเห็นว่าจิตเป็นทุกข์ เห็นไตรลักษณ์ยังไม่พอ ถ้าเราเห็นไตรลักษณ์ มันระดับหนึ่งจิตจะปล่อยวางจิตได้ แล้วก็จะหยิบฉวยจิตอีก ต้องเห็น ทุกข์ ทุกขสัจ ไม่ใช่ความทุกข์ทรมาน เห็นทุกขสัจ จิตคือตัวทุกข์ ถ้าภาวนาเราจะพบครูบาอาจารย์ท่านสอน ท่านไม่เห็นตัวไหนมีความทุกข์เหมือนตัวจิตผู้รู้เลย จิตผู้รู้เป็นตัวที่ทุกข์ที่สุด ถ้าพวกเราภาวนา เราจะพบจิตผู้รู้คือตัวทุกข์ ถ้าเห็นอย่างนี้จิตจะสลัดคืนจิตให้โลกไป คือจะทิ้งขันธ์ทั้งหมดได้

พาจิตให้เรียนรู้ความจริง

การที่จิตของเราเข้าถึงพระนิพพานได้เพราะเราได้อบรมจิตเราอย่างดี พาให้จิตเรียนรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของที่ไม่น่ายึดถือ ที่ไม่น่ายึดถือเพราะไม่มีอะไรที่เรายึดถือไว้ได้จริง กระทั่งชีวิตร่างกายเรา เราก็ยึดถือเอาไว้ไม่ได้ มันต้องแก่ มันต้องเจ็บ มันต้องตาย สามีเรา ภรรยาเรา พ่อแม่เรา ลูกเรา ไม่มีเรายึดถือได้สักอย่าง ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้สักอย่าง ทั้งร่างกายจิตใจเรา ทั้งสิ่งของภายนอก อย่างบ้านเราอุตส่าห์ลงทุนซื้อมาแทบตาย เป็นหนี้เป็นสิน อยู่ไปสักพักก็ต้องซ่อม เพราะมันไม่เที่ยง มันไม่ยั่งยืน พอจิตมันฉลาด มันรู้ว่าทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีอะไรที่ยั่งยืน จิตก็เบื่อหน่าย คลายความยึดถือ พอจิตไม่ยึดถือ จิตก็หมดความดิ้นรน จิตไม่ดิ้นรน จิตก็เข้าถึงความสงบอย่างยิ่งด้วยปัญญา ปัญญาคือการรู้แจ้งแทงตลอดแล้ว สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไป แล้วทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนแต่ทุกข์ทั้งสิ้น นอกจากทุกข์เกิดขึ้นก็ไม่มีอะไร มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์ดับไป

Page 1 of 55
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 55