รูปธรรมนามธรรมเป็นไตรลักษณ์

การปฏิบัติ เบื้องต้นฝึกให้มีสติ เมื่อเรามีสติที่ถูกต้อง สัมมาสมาธิเกิด การเจริญปัญญาเกิด เบื้องปลายของการทำสติปัฏฐาน ก็คือเราจะเกิดปัญญา จะรู้แจ้งเห็นจริง ว่ารูปธรรมนามธรรมทั้งหลายแหล่ ล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ทั้งสิ้น เมื่อเราสามารถเห็นความจริงถึงระดับที่รูปธรรมนามธรรมเป็นไตรลักษณ์ ทีแรกจะเห็นแต่ของหยาบ เห็นร่างกายเป็นไตรลักษณ์ เห็นละเอียดขึ้น ก็เห็นเวทนาเป็นไตรลักษณ์ เห็นสังขารเป็นไตรลักษณ์ สุดท้ายมันเห็นจิตก็เป็นไตรลักษณ์

ใจยอมรับความจริงได้ก็ไม่ทุกข์

อยู่กับโลกต้องอดทน แล้วปัญหาทุกอย่างกระทั่งความสุขก็เป็นของชั่วคราว ถ้าใจเรายอมรับได้ เราไม่ทุกข์หรอก ที่เราทุกข์เพราะเรายอมรับไม่ได้ ยอมรับความจริงไม่ได้ อย่างเรายอมรับไม่ได้ว่าเราจะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากคนที่เรารักอะไรอย่างนี้ ยอมรับไม่ได้ใจเราก็ทุกข์ ยอมรับได้เราก็ไม่ทุกข์ รู้สึกมันธรรมดา เมื่อไรเวลาทุกอย่างปรากฏแล้วเรารู้สึกนี่ธรรมดา เราจะไม่กลุ้มใจ พอยอมรับว่าเป็นธรรมดาใจจะไม่อยาก หมดความอยาก ถ้ายอมรับธรรมดาไม่ได้ ใจเราก็อยาก ความอยากหรือตัวตัณหาเป็นตัวสมุทัย เป็นตัวนำความทุกข์เข้ามาสู่ใจเรา ถ้าใจไม่อยากก็ไม่เดือดร้อนอะไรแล้ว มองทุกอย่างธรรมดา ฉะนั้นที่เราเรียนธรรมะ เราจะไม่ได้เป็นคนเหนือธรรมดาแต่เราจะยอมรับความจริงว่าเราเป็นคนธรรมดา เป็นคนธรรมดาที่จะต้องแก่ จะต้องเจ็บ จะต้องตาย จะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก จะต้องประสบกับสิ่งที่ไม่รัก จะต้องมีความไม่สมหวัง เป็นเรื่องธรรมดา

บุญจากการภาวนา

การที่เราไปปิดทอง ไปฝังลูกนิมิตอะไรนี้ อย่างมากที่สุดเราก็ได้ไปเป็นเทวดา คนทั่วไปเขาบอกเป็นเทวดาก็ดี ก็ดีสิ แต่มันมีดียิ่งกว่านั้นอีก ถ้าเราหัดทำสมาธิได้ จิตเราสงบ แล้วไปเป็นพรหมได้ สูงกว่าเทวดา จิตประณีตกว่า ถ้าเราภาวนาได้ดีจริงๆ เลย เราเข้าถึงมรรคผล แค่โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล มรรคผลจะเกิดต่อกันทันที เป็นอกาลิโก ไม่มีช่องว่าง ไม่มีระยะเวลา
การที่เรามาทำบุญ ทำอะไรอย่างนี้ มันทำให้เรามีแรงวิ่ง เราอาจจะวิ่งขึ้นสวรรค์ไปได้ หนีนรกไปได้ แต่ก็ได้ชั่วคราว แต่ถ้าเราภาวนาได้เป็นพระโสดาบัน เราจะปิดอบาย เราจะไม่ไปเกิดในอบายภูมิอีกแล้ว ต่ำที่สุดก็เป็นมนุษย์ หรือเป็นเทวดา หรือเป็นพรหม เป็นได้เท่านี้ ไม่ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต อสุรกาย เป็นสัตว์นรก ไม่เป็น ในขณะที่ทำความดี ทำบุญทำอะไรอย่างนี้ ไปเป็นเทวดา เป็นพรหม ก็ยังหนีนรกไม่พ้น

รู้สึกตัวเพื่อเห็นความจริงของกายของใจ

จุดสำคัญหัวใจสำคัญของการปฏิบัติเริ่มต้นด้วยต้องรู้สึกตัว ฉะนั้นเราทำกรรมฐานเพื่อให้รู้สึกตัว พอเรารู้สึกตัวได้แล้วเราเห็นจิตมันหลงไป หรือจิตมันถลำลงไปเพ่ง เห็นหลายๆ ที จิตมันจำการที่ถลำลงไปได้ จำการเพ่งได้ ต่อไปพอถลำไปคิดเรื่องอื่นปุ๊บ สติเกิดเองเลย สติเกิดจากจิตจำสภาวะได้แม่น จิตจำสภาวะได้แม่นเพราะเห็นสภาวะบ่อยๆ สติปัฏฐานถึงบอกให้ทำเนืองๆ ไม่ใช่นานๆ ทำที ให้ทำเนืองๆ ง่ายที่สุดก็รู้สึกกายไปล่ะ เห็นร่างกายมันหายใจไปก็ได้ เห็นร่างกายเคลื่อนไหวก็ได้ เห็นร่างกายยืน เดินนั่งนอนก็ได้ อย่างเราเดินจงกรม ไม่ใช่เดินนับชั่วโมงเฉยๆ อันนั้นงี่เง่า เดินจงกรม เดินรู้สึกตัว ฉะนั้นที่เราปฏิบัติแทบเป็นแทบตาย จุดตั้งต้นนี้เพื่อรู้สึกตัว พอเรารู้สึกตัวได้เราถึงจะเรียนรู้ความจริงของตัวเองได้ ถ้าเราไม่รู้สึกตัว เราก็ลืมกายลืมใจก็เรียนรู้อะไรไม่ได้ ฉะนั้นที่เรารู้สึกตัวเพื่อเราจะได้เห็นความจริงของกายของใจ เราเห็นความจริงของกายของใจได้แล้ว เราจะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือแล้วจิตจะหลุดพ้นของจิตเอง

แบบฝึกหัดซ้อมดูจิตเคลื่อน

ถ้ายังเห็นไม่ได้ว่าจิตไหลไปทางตา ทางหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดูไม่เป็น ดูไม่ออกก็ฝึกซ้อม มีแบบฝึกหัดสำหรับฝึกซ้อม ก็คือจงใจกำหนดจิตไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กำหนดจิตไปที่ผมเรา ผมไม่มีจะจับแล้วด้วย เรามีนิดเดียว กำหนดจิตไว้ที่ผม ดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งความรู้สึกเราไปรวมอยู่ที่นี้ พอความรู้สึกเราไปรวมอยู่ที่ผมแล้ว เราก็ย้ายที่ ลงมาอยู่ที่จมูกก็ได้ จนความรู้สึกไปอยู่ที่จมูก แล้วก็เปลี่ยน ต่อไปความรู้สึกจะไปเด่นที่ไหน เราจะเห็น จะเห็นเอง ฝึกอยู่ในร่างกาย เคลื่อนอยู่ในกายนี้ให้ชำนาญ แล้วต่อไปจิตไปเคลื่อนไปทางตา เราก็จะเห็น ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็จะเห็น ตัวยากที่สุด จิตไหลไปคิด มันละเอียดที่สุด

หลักสูตรของฆราวาส

ศาสนาพุทธมีของดีของวิเศษมากมาย ไม่ใช่แค่ว่ามาวัดแล้วก็สบายใจ พอใจแล้ว ศาสนาพุทธสอนให้เราฝึกพัฒนาตัวเอง อยู่กับโลกเป็นฆราวาสก็มีธรรมะสำหรับฆราวาส มีพระก็มีธรรมะสำหรับพระ แต่ธรรมะไม่ว่าจะของฆราวาสหรือของพระ มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกันคือ พัฒนาจิตใจของเราให้สูงขึ้น ถ้าสูงเต็มที่แล้วก็จะพ้นทุกข์ไป หลักสูตรที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้ฆราวาสคือเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา หลักสูตรสำหรับพระคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จริงศีล สมาธิ ปัญญา ตัวสมาธิปัญญาก็อยู่ในเรื่องของภาวนา ฉะนั้นของฆราวาสจะมีเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องภาวนา

กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์

ทำกรรมอันใดไว้ก็มีผล ต้องรับผลของกรรมนั้นแน่นอน เพียงแต่จะรับเมื่อไรเท่านั้นเอง กรรมมันสามารถให้ผลได้หลายแบบ กรรมบางอย่างที่รุนแรง เป็นอนันตริยกรรม เป็นครุกรรมทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว จะให้ผลทันทีให้ผลรวดเร็ว อีกอันหนึ่งก็กรรมที่ให้ผลในลำดับต่อไปในชาติต่อๆ ไป บางกรรมก็ให้ผลหลังจาก 3 ชาติ 7 ชาติไปแล้วอะไรอย่างนี้ บางกรรมอีกนานกว่าจะให้ผล กรรมบางอย่างยุติไปไม่ให้ผลเรียกอโหสิกรรมอโหสิกรรมคือกรรมที่ให้ผลสำเร็จไปแล้ว ไม่ให้ผลอีกแล้ว ไม่ใช่กรรมที่ไม่มีผล ถ้าเราเข้าใจกรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ว่าเราจะไปเกิดที่ไหนเราก็พยายามสร้างกรรมที่จะเกิดในสุคติเอาไว้ ถ้าเราสะสมแต่กิเลส เราก็จะไปเกิดในทุคติ ถ้าภาวนาไปแล้วก็จะเข้าใจหรอกว่าทุคติมันมีจริงๆ พวกที่น่ากลัวคือพวกอสุรกาย พวกนี้เซลฟ์จัด ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี กูเก่ง กูแน่ ใครก็โปรดไม่ไหว พวกเปรตไปด้วยโลภะ อย่างห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงหมาห่วงแมวอะไรอย่างนี้ก็ไปเป็นเปรตได้ ห่วงสมบัติ พวกเราตั้งใจฝึกตัวเองที่จะไปสู่สุคติ ถ้าฝึกให้ได้มรรคผลนิพพานไปเลยก็ดี ไม่ได้ถึงพระอรหันต์ยังต้องเกิดอีก ก็ให้ได้ธรรมะได้โสดาบันก็ปลอดภัย ไม่ไปทุคติ แต่พระโสดาบันหรือพระอนาคามี พระสกิทาคามี กระทั่งพระอรหันต์ วิบากมันก็ตามได้ มันตามมาที่ร่างกาย อย่างพระพุทธเจ้าเราสมัยยังไม่ได้ตรัสรู้ ท่านก็เคยทำผิด ท่านก็เคยทำบาปเหมือนอย่างที่พวกเราทำผิดทำบาปกัน ท่านก็เคยทำแล้วท่านก็ตกนรก จนพัฒนาตัวเองขึ้นมาจนเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์แล้ว ผลกรรมที่ทำไว้ยังตามมาทำร้ายร่างกายท่านได้ แต่ทำร้ายจิตใจไม่ได้แล้ว จิตใจท่านพ้นโลกไปแล้ว กรรมมันเล่นงานได้เฉพาะสัตว์ที่อยู่ในโลกเท่านั้น ทีนี้ร่างกายยังมีอยู่ ก็ยังรับผลของกรรมได้ พวกเราก็ต้องใช้หลักที่พระพุทธเจ้าสอน กรรมชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า

ทำอย่างไรเราจะไม่ยึดถือ

ถ้าไม่ยึดถือได้ก็ไม่ทุกข์ เรายึดถือเพราะเราไม่รู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรม ของกายของใจ ฉะนั้นเราก็ต้องมาเรียนรู้ความจริงของกายของใจ ถ้าเรารู้ความจริงของกายของใจ ใจก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ เมื่อจิตไม่ยึดถือ จิตก็พ้นจากทุกข์ จิตไม่มีภาระ ท่านบอกพระอรหันต์ท่านวางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยภาระขึ้นมาอีก สิ่งที่เป็นภาระก็คือรูปธรรมนามธรรม หรือขันธ์ 5 นั่นล่ะ ขันธ์ 5 เป็นภาระ พระอริยเจ้าคือพระอรหันต์วางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก ท่านเลยพ้นจากทุกข์ทั้งปวง อย่างพวกเรายังวางภาระไม่ได้ เรายังยึดยังถือ ไม่สามารถปล่อยวางความถือมั่นในร่างกายจิตใจได้ เพราะเรายังมีอวิชชา เราไม่รู้ความจริงของชีวิต ไม่รู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรม พระพุทธเจ้าก็เลยสอน ให้เราเรียนรู้ความจริงของกายของใจเรานี้ ถ้ารู้ความจริงได้ก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ แล้วก็หลุดพ้น ปล่อยวาง จิตก็เข้าถึงสันติสุข เข้าถึงพระนิพพาน มีความสงบสุขอย่างแท้จริง ไม่มีภาระ ไม่มีความปนเปื้อน มีความสงบสุข

คุณค่าของสติ

ถ้าเรามีสติรักษาจิตอยู่ศีลก็เกิด มีสติอยู่จิตไหลไปหลงไปรู้ทัน จิตก็ตั้งมั่นมีสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน มีสมาธิ แล้วพอตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ เกิดความเปลี่ยนแปลงในร่างกายจิตใจ มีสติรู้ทันความเปลี่ยนแปลงในร่างกายในจิตใจ อันนั้นเป็นการเดินปัญญา ฉะนั้นมีสติตัวเดียวเราจะได้ทั้งศีล ได้ทั้งสมาธิ ได้ทั้งปัญญา เมื่อทำให้มากเจริญให้มาก ก็จะเกิดวิมุตติ เกิดอริยมรรค เกิดอริยผลขึ้น ถ้าทำให้มากเจริญให้มาก สติสำคัญที่สุดเลย

สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ

ทำกรรมฐานอันหนึ่ง จิตหลงไปแล้วรู้ จิตถลำลงไปเพ่งแล้วรู้ ตัวนี้ฝึกให้มากเลย สำคัญมาก ถ้าเราฝึกตัวนี้ได้จิตเราตั้งมั่นขันธ์จะแยก พอขันธ์แยกแล้ว ขันธ์แต่ละขันธ์จะแสดงไตรลักษณ์ สุดท้ายมันจะเข้ามาที่จิต เห็นว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตผู้รู้เกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปดูรูปเกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปฟังเสียง จิตที่ไปดมกลิ่น จิตที่ไปลิ้มรส เกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปรู้สัมผัสทางกายเกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปคิดนึกทางใจเกิดแล้วก็ดับ เห็นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆๆ สุดท้ายมันรู้เลย รู้ด้วยตัวเอง สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ ทุกสิ่งเกิดแล้วดับทั้งสิ้นเลย 4 ขันธ์แรกดูง่าย ที่ดูยากคือตัวจิตนี่ตัววิญญาณนี้ ฝึกมาตามลำดับให้มันเห็นเลยวิญญาณก็เกิดดับ

Page 1 of 53
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 53