ธรรมะประจำโลก

ธรรมะประจำโลก ไม่ใช่ธรรมะเดี่ยวๆ มันมี 2 ด้านที่อยู่คู่กัน มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีนินทา มีสรรเสริญ มีสุข มีทุกข์ เมื่อธรรมชาติของโลก ธรรมะประจำโลกมันเป็นอย่างนี้ เราอยากให้มันไม่เป็นอย่างนี้ มันจะทุกข์ แต่ถ้าเราเข้าใจโลก มันต้องเป็นอย่างนี้ ความอยากมันก็ไม่เกิดขึ้น

สู่ความหลุดพ้นด้วยโพชฌงค์ 7

สังเกตให้ดีในโพชฌงค์ 7 เริ่มจากสติ ลงท้ายด้วยอุเบกขา ความเป็นกลาง เวลาเราดูในสติปัฏฐาน 4 ลองไปอ่านดู ลงท้ายของการเจริญสติปัฏฐาน ท่านบอก “ถอดถอนความยินดียินร้ายในโลกเสียได้” ถอดถอนความยินดียินร้ายในโลกเสียได้ ก็คือเป็นกลางเป็นอุเบกขานั่นล่ะ ฉะนั้นที่เราภาวนา เจริญสติ เจริญปัญญา จนกระทั่งในที่สุดเราเป็นกลางกับโลก โลกก็เป็นโลกอยู่อย่างนั้น แต่ใจเราไม่เกี่ยวกับโลก ก็พ้นทุกข์ไป

ถ้าทิ้งรูปแบบ จิตจะไม่มีแรง

การทำในรูปแบบจำเป็น ทำให้จิตมีกำลัง ถ้าจิตไม่มีกำลัง มันเหมือนมีดทื่อๆ เอามีดทื่อๆ ไปฟันต้นไม้ป๊อกๆๆ ไม่ได้เรื่อง ต้นไม้ไม่สะเทือน แต่จิตมันมีสมาธิ มันมีกำลัง มันเหมือนมีดที่ลับไว้คมแล้ว เหมือนพร้าอะไรอย่างนี้ ฟันฉับเดียว ฟันอะไรก็ขาดสะบั้นเข้าไปตรงนั้น อีกหน่อยมันจะไปฟันอาสวกิเลส ฟันขาด อาสวะที่มันห่อหุ้มจิตอยู่ จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะ

มีสติรักษาจิต

ถ้าเรามีสติรักษาจิตอยู่ อกุศลที่มีอยู่มันจะดับ อกุศลใหม่จะเกิดขึ้นไม่ได้ ในขณะที่มีสติจิตมันจะเป็นกุศลอัตโนมัติ ทีนี้พอเรามีสติเนืองๆ กุศลมันก็เจริญงอกงามขึ้นมาเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา เป็นวิมุตติ

ทำอย่างไรจะไม่ทุกข์

การหาคำตอบว่าทำอย่างไรจะไม่ทุกข์ คนทั้งหลายสัตว์ทั้งหลายก็แสวงหา บางคนก็มองแค่ว่ามีกินมีใช้อะไร ก็ไม่เจ็บป่วยก็ไม่ทุกข์ พอเราได้รับความมั่นคงระดับพื้นฐานแล้ว มีกินมีใช้ มีที่อยู่อาศัย บางคนก็ยังทุกข์อีก ที่จริงก็คือทุกคนก็ยังทุกข์อยู่อีก มีแต่คำสอนของพระพุทธเจ้าที่จะตอบโจทย์ให้ทุกคนสามารถจะมีชีวิตอยู่โดยไม่ทุกข์ได้

ใจที่พร้อมรับธรรมะ

จิตของครูบาอาจารย์ เหมือนสถานีวิทยุ มันแผ่กระแสธรรม แผ่กระแสเมตตาออกไปครอบโลก ครอบจักรวาลอยู่แล้ว อยู่ที่ใครจะรับได้ ถ้ายังมีบุญอยู่ก็รับได้ หรือมีการปฏิบัติที่ดี มันก็รับได้ คล้ายๆ เครื่องรับมันดี อยู่กับครูบาอาจารย์ แต่เครื่องรับมันไม่ดี เครื่องรับมันบอด มันก็รับไม่ได้ มาเกาะชายจีวรอยู่ก็รับธรรมะไม่ได้

จิตกับอารมณ์เป็นของคู่กัน

มีธรรมะอยู่คู่หนึ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ คือเรื่องจิตกับอารมณ์เป็นของคู่กัน จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ อารมณ์เป็นสิ่งที่ถูกจิตรู้ อารมณ์ที่เราจะใช้ในการปฏิบัติก็คือพวกรูปธรรมกับนามธรรม ส่วนอารมณ์บัญญัติคือเรื่องราวที่คิด ใช้อะไรไม่ได้ มันฟุ้งซ่าน

ไม่เผลอ – ไม่เพ่ง

หลวงพ่อสอนมาตลอดตั้งแต่อยู่สวนโพธิ์ บอกไม่เผลอกับไม่เพ่ง ฟังแล้วดูตลก กรรมฐานอะไรบอกไม่เผลอกับไม่เพ่ง ที่จริงมันคือการปรับพื้นฐานของสมาธินั่นเอง สมาธิไม่มี ใจฟุ้งซ่าน เผลอไป สมาธิไม่ถูกต้อง เพ่งเอาไว้เคร่งเครียด ตรงที่ใจฟุ้งซ่านนั้นเราไม่สามารถรู้กายรู้ใจได้ ตรงที่เราเพ่งไว้เคร่งเครียด เรารู้กาย เรารู้ใจได้ แต่เราไม่สามารถจะเห็นความจริงของกายของใจได้

กับดักบนเส้นทางปฏิบัติ

เราเห็นทุกข์เห็นโทษ เห็นความน่าเบื่อหน่าย อยากหนี แต่หนีไม่ได้ จะหนีอะไร จะหนีจากกาย จะหนีจากใจ มันหนีได้ที่ไหน พอหนีไม่ได้ เราพยายามดูต่อไป อดทนเอา
ตรงนี้หลายคนก็ผ่านไม่ไหว เห็นมันเบื่อเลยเลิกปฏิบัติไปเลย เห็นแต่ทุกข์เห็นแต่โทษ ทำไมชีวิตไม่รื่นเริงเหมือนชาวบ้านเขาบ้าง อดทนไว้ อย่าถอย มันเป็นทางผ่าน มันเป็นด่าน เป็นกับดักอันใหญ่ที่จะดักเราไม่ให้ก้าวต่อไป ให้เราท้อแท้ถอดใจเสีย

เห็นความจริงของสภาวธรรม

สิ่งที่เรียกว่าสภาวธรรมก็คือรูปธรรมกับนามธรรมเท่านั้น มี 2 อย่างรูปธรรม นามธรรม สภาวธรรมมีอีกอย่างหนึ่ง คือนิพพาน ปุถุชนไม่เห็น ฉะนั้นยังไม่ต้องสนใจ สิ่งที่ต้องการเห็นจริงๆ คือไตรลักษณ์ของรูปธรรม นามธรรม

Page 35 of 45
1 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45