ฆราวาสธรรม ธรรมะจากนักปฏิบัติ ด้วยวิธีเจริญสติ

lotus smallติดตามไฟล์เสียงหมวดฆราวาสธรรมได้อีกช่องทางหนึ่งผ่าน podcast ฆราวาสธรรม โดยคลิก Subscribe ผ่าน iTunes Store โดยคลิกที่รูปดอกบัว หรือผ่าน RSS Feed โดยใช้ feed address http://karavas.libsyn.com/ajahnเมื่อ subscribe หรือ save RSS Feed เก็บไว้แล้ว โปรแกรมจะแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อมีไฟล์ใหม่

 

อาจารย์สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา

สติ - สัมปชัญญะ - สมาธิ
เรื่องที่ควรเข้าใจในเบื้องต้น
เพื่อการปฏิบัติภาวนาที่ถูกต้อง
————————————————————

“สติ” คือ ความระลึกได้

การที่เรามีสติทำกิจกรรมต่างๆ
เช่น อ่านหนังสือ ขับรถ ฯลฯ นั้น
สติลักษณะนี้ เป็นสติปกติของคนทั่วไปทุกคน
เป็นสติที่ทำให้เราสามารถทำงาน
ทำกิจกรรมต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงได้
สติแบบนี้อาจเรียกว่า สติในงานทางโลก
การมีสติแบบนี้ ทำให้เรารู้เรื่องราวต่างๆ
เช่น เมื่อมีสติในการอ่าน
จะทำให้เรารู้ว่าอ่านเรื่องอะไร
แต่จะยังไม่ใช่การมีสติในการปฏิบัติธรรม
สติในการปฏิบัติธรรมนั้น
ไม่ใช่ไประลึกรู้อยู่ที่เรื่องราวที่กำลังอ่าน
แต่ต้องเป็นการระลึกรู้อยู่ที่กายที่ใจตัวเอง
เช่นระลึกได้ว่ามีร่างกายกำลังนั่ง
มีร่างกายกำลังหายใจ มีร่างกายกำลังเคลื่อนไหว ฯลฯ
หรืออ่านหนังสือแล้ว ระลึกรู้ได้ว่าจิตใจมีความสุข
จิตใจมีความยินดี จิตใจมีความเศร้า ฯลฯ

สติในงานทางโลกกับสติในการปฏิบัติธรรมนั้น
จึงต่างกันที่ว่า ขณะนั้นมีการไประลึกรู้อะไร

ถ้าไประลึกรู้เรื่องราวต่างๆ
ก็เป็นสติในงานทางโลก

ถ้าไประลึกรู้กายระลึกรู้จิตใจตัวเอง
ก็เป็นสติในการปฏิบัติธรรม

เมื่อมีสติได้ ย่อมต้องมีสภาวะตรงข้าม
คือ ขาดสติ ได้เช่นกัน การขาดสติก็อย่างเช่น
หากกำลังอ่านหนังสือเรื่องหนึ่ง
แต่ใจหนีไปคิดอีกเรื่องหนึ่ง
ขณะนั้นก็จะขาดสติจากการอ่านหนังสือ
เป็นการขาดสติในงานทางโลก
และถ้าขณะนั้นก็ไม่สามารถระลึกรู้กายตัวเอง
ไม่สามารถระลึกรู้จิตใจตัวเองได้
ก็จะเป็นการขาดสติในการปฏิธรรมไปด้วย

ปกติแล้วเมื่อขาดสติในงานทางโลก
ก็จะขาดสติในการปฏิบัติธรรมไปด้วย
แต่การขาดสติในการปฏิบัติธรรม
อาจไม่ได้เป็นการขาดสติในงานทางโลก
อย่างการอ่านหนังสือ ถ้ารู้ว่าอ่านเรื่องอะไร
แต่ไม่สามารถระลึกรู้กายหรือใจตัวเอง
ขณะนั้นก็จะมีสติในงานทางโลก
แต่ยังขาดสติในการปฏิบัติธรรม

ทีนี้มาดูเรื่อง “สัมปชัญญะ”
ที่มักจะพูดถึงควบคู่กับ สติ
สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัวทั่วพร้อม ความรู้ตัวอยู่เสมอ
ฉะนั้น สติในการปฏิบัติธรรมที่พูดถึงก่อนหน้านี้
ก็คือสภาวะที่มี สติ+สัมปชัญญะ นั่นเอง
ส่วนสติในงานทางโลกของคนทั่วไป
จะเป็นสติที่ไม่ประกอบด้วยสัมปชัญญะ
จึงทำให้รู้เฉพาะเรื่องราวต่างๆ แต่ไม่รู้กาย ไม่รู้ใจตัวเอง

อีกคำหนึ่งคือคำว่า “สมาธิ” ที่มักถูกใช้กับงานทางโลก
แต่เป็นการใช้คำที่มีความหมายต่างจากการปฏิบัติธรรม
คือ ในงานทางโลกจะใช้คำ สมาธิ ในความหมายว่า
เป็นการมีสติอยู่กับกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ได้ต่อเนื่องนานๆ
อย่างเช่น มีสมาธิในการอ่านหนังสือ จะหมายถึง
สามารถมีสติในการอ่านหนังสือเรื่องนั้นได้ต่อเนื่องนานๆ
ซึ่งการจะเป็นอย่างนี้ได้ จิตใจของคนอ่านจะต้อง
มีความจดจ่อหรือไปแนบติดอยู่กับเรื่องราวที่กำลังอ่าน

แต่ในการปฏิบัติธรรมนั้น คำว่า สมาธิ
ไม่ได้หมายความเหมือนกับสมาธิในงานทางโลก
สมาธิ ในการปฏิบัติธรรมนั้น
หมายถึง ความตั้งมั่นของจิต
ซึ่งก็คือจิตจะไม่ไปจดจ่อ ไม่ไปแนบติดอยู่ที่สิ่งต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส
สัมผัส ความรู้สึกนึกคิดในใจ
แต่จะรู้สึกได้ว่า สิ่งต่างๆเหล่านั้น
เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกจิตรู้อยู่
เปรียบเหมือนจิตเป็นคนดูการแข่งขันฟุตบอลอยู่บนอัฒจันทร์
แต่ถ้าจิตไม่ตั้งมั่น จิตจะมีอาการไหลไป
หรือส่งออกไปหารูป เสียง กลิ่น
รส สัมผัส ความรู้สึกนึกคิดในใจ
เปรียบเหมือนจิตเป็นผู้เล่นฟุตบอลอยู่ในสนามนั่นเอง

สติ สัมปชัญญะ สมาธิ
สามคำนี้ ในงานทางโลกกับในการปฏิบัติธรรม
จึงมีความหมายที่ต่างกันอยู่
ฉะนั้นเวลาฟังหรือพูดถึงสามคำนี้
เราจึงต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า
เป็นการใช้คำเหล่านี้ในความหมายใด
จะได้ไม่เกิดความสับสนและเข้าใจผิดไป

เมื่อพูดถึงความหมายแล้ว ก็ขอพูดถึง
เรื่องของวิธีการฝึกปฏิบัติธรรมไปด้วย
จะผู้ที่เป็นมือใหม่ในการปฏิบัติธรรม
จะได้มองออกว่า คำสามคำนี้คือ
สติ สัมปชัญญะ สมาธิ มีความเกี่ยวพันกันอยู่อย่างไร

ในการปฏิบัติธรรม
เรื่องที่ต้องฝึกกันให้ได้ในขั้นต้นก็คือ
ฝึกให้จิตมีสมาธิ ซึ่งก็คือ ฝึกให้จิตมีความตั้งมั่น
การฝึกให้จิตมีความตั้งมั่นขึ้นมานั้น
แนวทางหนึ่งที่สามารถฝึกได้คือ
ฝึกให้มีสติสัมปชัญญะ (มักพูดย่อๆว่า ฝึกสติ)
หรือฝึกที่จะระลึกรู้กาย ระลึกรู้ใจตัวเอง

สำหรับผู้ที่เป็นมือใหม่
วิธีการฝึกก็ไม่ได้ยากอะไรเลย
แค่เพียงเลือกทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง
มาเป็นเครื่องฝึกให้เกิดจิตตั้งมั่น
กิจกรรมที่ว่านี้
ต้องเป็นกิจกรรมที่ไม่กระตุ้นอารมณ์ตัวเอง
และเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้ใส่ใจจดจ่ออยู่กับเรื่องราวต่างๆ
ตัวอย่างเช่น กิจกรรม “เดิน” เป็นต้น

เมื่อจะฝึกสติสัมปชัญญะด้วยการเดิน
ก็ให้เดินด้วยท่าทางสบายๆ
จิตใจก็ผ่อนคลายสบายๆ
หรือเดินให้เหมือนที่เดินกันอยู่ทุกวันนั่นเอง
เพียงแต่ให้เดินแบบมีสติสัมปชัญญะ คือ
เดินด้วยความระลึกรู้อยู่ที่ร่างกายกำลังเดิน
เมื่อเดินไปแล้วหากเกิดขาดสติ
คือลืมระลึกรู้ร่างกายกำลังเดิน
แล้วไปสนใจรู้สิ่งอื่น เช่น ขาดสติจากการเดิน
แล้วไปคิดถึงเรื่องงาน ก็ไม่เป็นไร
เพราะเมื่อขาดสติจากการเดินหรือไปสนใจสิ่งอื่นแล้ว
ไม่นานก็จะรู้ได้เองว่า เมื่อกี้ขาดสติไป
ทันทีที่รู้ได้เองว่า เมื่อกี้ขาดสติไป
ก็จะกลับมามีสติสัมปชัญญะ
ระลึกรู้อยู่กับร่างกายที่เดินได้ใหม่

ข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือ
อย่าฝืนบังคับหรือควบคุมจิตใจไว้เพื่อจะไม่ให้ขาดสติ
แค่ขาดสติไป แล้วกลับมามีสติ
ระลึกรู้กายที่เดินได้อีกครั้งก็พอแล้ว

การฝึกในลักษณะนี้เองที่เรียกว่า การเจริญสติ
เพราะเมื่อฝึกได้บ่อยๆ ฝึกได้ทุกวัน
จิตใจก็จะค่อยๆ กลับมามีสติสัมปชัญญะ
คือสามารถระลึกรู้กายที่เดินได้บ่อยขึ้นเอง
หรือสติสัมปชัญชะก็จะมีกำลังมากเพิ่มขึ้น
สามารถเกิดเองได้บ่อยขึ้น

การฝึกสติสัมปชัญญะด้วยการเดินนี้
เรียกกันด้วยภาษานักปฏิบัติธรรมว่า “เดินจงกรม”
ดังนั้นถ้าเราสามารถระลึกรู้ร่างกายเดินได้เมื่อใด
ไม่ว่าจะกำลังเดินในที่ทำงาน
กำลังเดินในห้างสรรพสินค้า
กำลังเดินไปห้องน้ำ หรือกำลังเดินในที่ใดก็ตาม
ทันทีที่ระลึกขึ้นได้ว่ามีร่างกายกำลังเดิน
ก็เท่ากับขณะนั้นเรากำลัง เดินจงกรม อยู่นั่นเอง

เมื่อสามารถฝึกให้เกิดสติสัมปชัญญะ
ด้วยการเดินได้บ่อยๆ
จิตก็จะค่อยๆ มีกำลังตั้งมั่นมากขึ้น
ขณะใดที่จิตมีกำลังตั้งมั่นเพียงพอ
ก็จะเข้าใจความจริงได้ว่า
ร่างกายนั้นไม่ใช่จิต
ร่างกายกับจิตเป็นคนละส่วนกัน
ร่างกายเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่ถูกจิตไปรู้
ร่างกายไม่ได้เป็นไปตามที่เราจะบังคับให้เป็นตามต้องการได้
ซึ่งการเข้าใจความจริงที่มีลักษณะไปในแนวนี้
คือการเกิดปัญญา และเมื่อสั่งสมปัญญาได้เพียงพอแล้ว
ก็จะเกิดมรรค เกิดผล รู้แจ้งนิพพานสืบต่อไป.

สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา
... อ่านต่อSee Less

2 days ago

Jurirat Kerdklam, Phongsiya Ch and 23 others like this

View previous comments

Maruedee Kwaengsobhaสาธุค่ะ-อาจารย์อธิบายได้ชัดเจนมากค่ะ2   ·  2 days ago

Phongsiya Chสาธุ ค่ะ1   ·  6 hours ago

Suphawan Chaiduangขอเป็นลูกศิษย์คนใหม่นะคะ1   ·  1 day ago

ไก่ คนร่าเริงบันเทิงธรรมชัดเจน ละเอียด เข้าใจง่ายค่ะ กราบขอบคุณอาจารย์ ที่มาย้ำเตือนให้ระลึกได้บ่อย ๆ ค่ะ1   ·  2 days ago

Boonnisa Boonsitสาธุค่ะ1   ·  2 days ago

Pinda Panittสาธุค่ะขออนุญาติแบ่งปันค่ะ15 hours ago

Somkiat Krajangpanสาธุ อนุโมทนาครับ17 hours ago

เรืองเดชา จันทร์โรจน์สาธุ สาธุ18 hours ago

Jaruwan Isaraviriyakulสาธุค่ะ ขออนุญาติแชร์นะคะ1 day ago

Kavee Boondiskulchokสาธุๆๆ ขอแชร์ครับ1 day ago

นิยดา พงศ์พาชำนาญเวชอนุโมทนา สาธุค่ะ1 day ago

อยากลาพักผ่อน ซักเดือนสาธุค่ะ ขออนุญาตแชร์ค่ะ1 day ago

Somboon Kittisaresขออนุญาตแชร์ค่ะ1 day ago

Pinthong Sangrutsameeสาธุ ชัดเจนดีค่ะ ขอบพระคุณอาจารย์ที่เผยแพร่ความรู้1 day ago

Chinarchote Chadchompatraveeชัดเจนมากครับ สาธุๆ1 day ago

Tun Tunสาธุ1 day ago

ภาวนา เพียรศรัทธาธรรมน้อมสาธุ ขอบคุณค่ะ ขออนุญาติแชร์ต่อนะคะ1 day ago

Anthika Pungkanonชัดเจน เข้าใจง่าย ค่ะ อนุโมทนาสาธุ1 day ago

Ruttikarn Sriyapaiกราบสาธุค่ะ1 day ago

Ubonwan Singpanomchaiสาธุ ขออนุญาตแช์ค่ะ2 days ago

ไม่ ฬอ พอ ได้แล้วสุดๆ อะครับ ขอบคุณมากครับ2 days ago

Rit Taอนุโมทนา สาธุครับ2 days ago

Lovely Mamyสาธุๆค่ะ2 days ago

Su Chaสาธุค่ะ2 days ago

Wilaiwan Wannachot2 days ago

Comment on Facebook

รายการหนังสือและถอดเสียงธรรมะ อาจารย์สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา

ถอดเสียงธรรมะ บ้านจิตสบาย อ.สุรวัฒน์ 9 มิ.ย. 55

นับหนึ่ง

บันทึกดูจิต ตอน จิตเห็นจิต

บันทึกดูจิต ตอน ระลึกรู้ ระลึกชอบ

บันทึกดูจิต ตอน หัดรู้ หัดดู

ฝึกสติ-รู้สึกตัว ธรรมไม่ยาก

ฝึกสติให้จิตตั้งมั่น ฝึกสติให้เกิดปัญญา

รู้ ตื่น เบิกบาน ระหว่างวัน

วิถีแห่งความสุข

แค่ดูก็รู้แจ้ง

ไฟล์เสียงล่าสุด อาจารย์สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา

คลิกที่นี่เพื่อดูไฟล์เสียงทั้งหมดของ อ.สุรวัฒน์

ไฟล์เสียงล่าสุด ทันตแพทย์ณัฏฐ์ ศรีวชิรวัฒน์

คลิกที่นี่เพื่อดูไฟล์เสียงทั้งหมดของ คุณหมอณัฏฐ์

ไฟล์เสียงล่าสุด คุณมาลี ปาละวงศ์

คลิกที่นี่เพื่อดูไฟล์เสียงทั้งหมดของ คุณมาลี

ไฟล์เสียงล่าสุด คุณประสาน พุทธกุลสมศิริ

คลิกที่นี่เพื่อดูไฟล์เสียงทั้งหมดของ คุณประสาน