ฆราวาสธรรม ธรรมะจากนักปฏิบัติ ด้วยวิธีเจริญสติ

lotus smallติดตามไฟล์เสียงหมวดฆราวาสธรรมได้อีกช่องทางหนึ่งผ่าน podcast ฆราวาสธรรม โดยคลิก Subscribe ผ่าน iTunes Store โดยคลิกที่รูปดอกบัว หรือผ่าน RSS Feed โดยใช้ feed address http://karavas.libsyn.com/ajahnเมื่อ subscribe หรือ save RSS Feed เก็บไว้แล้ว โปรแกรมจะแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อมีไฟล์ใหม่

 

อาจารย์สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา

พระเครื่อง เครื่องราง ของขลัง

เปิดพจนานุกรม ได้ความว่า

พระเครื่อง เป็นพระพุทธรูปองค์เล็กๆ ที่นับถือว่า
เป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันอันตรายต่างๆ
เป็นคำย่อมาจากคำ พระเครื่องราง

เครื่องราง เป็นของที่นับถือว่าป้องกันอันตราย
ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า เช่น ตะกรุด ผ้ายันต์ เหล็กไหล ฯลฯ

นอกจากพระเครื่องกับเครื่องรางแล้ว
ยังมีอีกอย่างที่คุ้นเคยกันคือ ของขลัง
ของขลังนั้น เป็นของที่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่า
อาจบันดาลให้สำเร็จได้ดังประสงค์

สามสิ่งนี้จะเป็นที่ชื่นชอบหรือนิยมกันมากของคนไทย
ไม่เพียงแค่คนไทยหรอก แม้จชาวต่างชาติทุกทั่วทวีป
ก็มีความนิยมในสิ่งของที่เป็นเครื่องราง ของขลัง กันไม่น้อย

หลายคนไม่เชื่อว่า การสวมใส่ พกติดตัว หรือบูชา
จะทำให้พระเครื่อง เครื่องราง ของขลังนั้น
สามารถป้องกันอันตรายได้ สามารถบันดาลนั่นนี่ได้
จนหากเอาเรื่องนี่มาพูคุยกันเมื่อไร ก็อาจเกิดข้อโต้เถียงกันง่ายๆ
แล้วก็เกิดเป็นวลีเด็ดว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

แล้วเราในฐานะเป็นชาวพุทธ
ควรวางใจเรื่องนี้กันอย่างไรดีละ
เราควรต้องมีพระเครื่อง เครื่องราง ของขลัง
เพื่อเป็นของสวมใส่ พกพา บูชากันบ้างมั้ย
เรื่องนี้เป็นเรื่องยากไม่น้อยที่จะตอบ
เพราะอะไร ก็เพราะยังไงๆ เรื่องเหล่านี้
ยังมีทั้งคนเชื่อและไม่เชื่ออยู่นั่นเอง
ถ้าตอบอย่างหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ถูกใจ
พอตอบอีกอย่างหนึ่ง อีกฝ่ายก็ไม่ถูกใจนั่นเอง

เอาล่ะ ในเมื่อมีคนอยู่ทั้งสองฝ่าย
เพื่อไม่ให้กลายเป็นการโต้แย้งกัน
ก็ควรวางใจก่อนเลยว่า
ใครจะเชื่อก็ให้เชื่อแต่อย่างมงาย
ใครไม่เชื่อก็ไม่ต้องเชื่อ แต่อย่าดูแคลนคนที่เชื่อ
สังคมก็จะอยู่กันอย่างสงบได้
แล้วก็ให้ประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนนั่นแหละ
เป็นเครื่องพิสูจน์ความเชื่อตัวเองกันว่าจริงหรือไม่จริง

วันนี้ผมก็ขอโอกาสใช้พื้นที่ตรงนี้
เล่าให้ฟังว่า ผมมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้
ฟังแล้วจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร
ถือซะว่าอ่านเป็นเรื่องบันเทิงกันนะครับ

เอาเรื่องของ "ของขลัง" กันก่อน
ที่ว่าของขลัง เป็นของที่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่า
อาจบันดาลให้สำเร็จได้ดังประสงค์นั้น
ผมมีความเห็นว่า เป็นไปได้ยากมากที่จะเป็นจริงได้
เพราะอะไร เพราะมนุษย์ต่างมีกรรมเป็นเครื่องตกแต่งกันทั้งนั้น
ไม่ใช่จะมีสิ่งของใดๆ มาบันดาลนั่นนี่ให้
จะร่ำรวยยากดีมีจนอย่างไร ก็ย่อมเป็นไปตามผลของกรรม
ดังนั้นใครที่ยังเชื่อว่าของขลังจะบันดาลนั่นนี่ให้ได้
ก็ควรต้องทบทวนกันสักนิดก็ยังดี

คงมีคนแย้งว่า ของขลังช่วยได้จริงๆ นะ
หรือจะว่าผมรู้ไม่จริงก็ได้ เพราะผมไม่ใช่ผู้รอบรู้ทุกเรื่อง
เพียงแต่พยายามเอาหลักของพุทธศาสนามาเทียบเคียงดูเท่านั้น
ซึ่งถ้าจะบอกว่า ของขลังช่วยได้จริงๆ
ก็อาจเป็นได้สำหรับบางคนแต่ไม่ทุกคน และไม่ทุกเรื่องแน่นอน
บางคนที่ว่าช่วยได้ เช่นพกของขลังแล้วไปทำนั่นนี่สำเร็จ
ก็ให้ลองพิจารณาว่า ที่ทำสำเร็จนั้น
เราเองพูดจาดีหรือไม่ วางตัวดีหรือไม่ดี
มีความรู้ความสามารถหรือไม่มี
ถ้าไปถึงก็พูดจาโอหัง อวดเก่ง วางก้ามชูหางทำตัวกร่าง
พูดอะไรก็มั่วๆ ไม่มีหลักการ ไม่มีความรู้ความเข้าใจอะไร
คิดว่าเราจะทำนั่นทำนี่สำเร็จหรือไม่
ถ้าทำสำเร็จก็คงประมาณว่า ไปข่มขู่กรรโชกเขาเอามาเท่านั้น
หรือแม้แต่จะไปพูดจาดี วางตัวดี มีความรู้ความสามารถ
แม้จะให้พกของขลังหนักเป็นตันๆ ไปด้วย
ก็ใช่ว่าจะทำอะไรสำเร็จทุกเรื่องทุกครั้ง ...จริงมั้ย?

ทีนี้มาดูเรื่อง เครื่องราง กับพระเครื่อง กันบ้าง
เครื่องรางที่ว่า เป็นของที่นับถือว่าป้องกันอันตราย
ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า เช่น ตะกรุด ผ้ายันต์ เหล็กไหล ฯลฯ
หากทำเป็นองค์พระเล็กๆ ก็เรียกพระเครื่อง
ทั้งพระเครื่องและเครื่องราง เป็นของที่มีคนนิยม
ดิ้นรนเสาะแสวงหามาครอบครองกันมากทีเดียว
คนที่ถึงกับยอมเสียเงินเสียทองจำนวนมากมาย
สูงเป็นหลักแสนหลักล้านเพื่อให้ได้มาครอบครองก็มี
แต่ในขณะเดียวกัน อีกหลายคนจะสงสัยว่า
มันจะป้องกันอันตรายได้จริงเหรอ
ก็เห็นบางคนยังถูกยิงตายทั้งที่เครื่องรางเต็มตัว
แล้วก็จะมีคนแย้งขึ้นว่า พระเครื่อง เครื่องราง ป้องกันได้จริง
แล้วก็ชอบยกเอาเหตุการณ์ที่คนประสบเหตุต่างๆ แล้วรอดตายมาได้
มาบอกว่าเพราะมีของดีอันนั้นอันนี้
ห้อยพระนั่นพระนี่ทำให้รอดตาย
เรื่องทำนองนี้จะมีให้ได้ยินกันเยอะและบ่อยมาก

เมื่อก่อน สมัยที่ผมยังเรียนกับหลวงปู่วัย จตฺตาลโย
หลวงปู่ก็เคยเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฟังบ้าง
อย่างเรื่องพระเครื่องสมเด็จวัดปากน้ำรุ่นแรก
ที่มูลค่าเป็นหลักล้านในตอนนี้
หลวงปู่เล่าว่า ที่จริงแล้วหลวงพ่อสดไม่ได้เป็นผู้ทำหรอก
ท่านนี่แหละที่เป็นผู้ทำมากับมือ สมัยทำแรกๆ ไม่มีใครรู้จัก
เด็กวัดจะเอามาเล่นทอยกองกันด้วยซ้ำไป
จนบางคนล้อเอาว่าเป็นรุ่นทอยกอง
แล้วหลวงปู่ก็ยังเล่าเรื่องตะกรุดที่ท่านทำเองให้ฟังว่า
ตะกรุดที่ท่านทำ พอมีหนูออกมากัดทำลายข้าวของ
ตะกรุดที่วางอยู่จะลุกไปวิ่งไล่หนูได้
ผมนี้นั่งฟังด้วยความรู้สึก โห ท่านทำได้ขนาดนั้นเลยเหรอ
แต่ก็ไม่มีวาสนาจะเห็นด้วยตาว่าตะกรุดวิ่งไล่หนูได้

ตรงประเด็นว่า พระเครื่อง เครื่องราง
เป็นของที่ป้องกันอันตรายได้ เราเองก็ต้องเข้าใจด้วยว่า
แม้ว่าจะสามารถป้องกันอันตรายได้จริง
แต่คงไม่มีพระเครื่ององค์ใด ไม่มีเครื่องรางชิ้นใด
ที่สามารถป้องกันอันตรายได้อย่างมีผลมากอย่างที่เราคิด
เพราะอะไร เพราะอย่าลืมว่า มนุษย์มีกรรมเป็นเครื่องตกแต่ง
หากถึงคราวที่ต้องรับผลของกรรมไม่ดีที่ทำไว้
ก็ย่อมต้องได้รับผลกรรมที่ไม่ดีนั้นนั่นเอง

ทีนี้มาดูว่า อะไรที่ทำให้พระเครื่อง เครื่องราง
เป็นของที่มีผลในการป้องกันอันตรายได้
ประเด็นนี้ต้องนึกถึงว่า เวลามีการสร้างพระเครื่อง เครื่องรางต่างๆ
จะต้องมีการทำพิธีพุทธาภิเษกอะไรทำนองนั้น
ทั้งจริงๆ แล้ว ผมก็ยังไม่เห็นว่า
พระพุทธเจ้าจะสอนให้ทำพิธีพุทธาภิเษกอะไรเลย
มีแต่เห็นเป็นพิธีของศาสนาพราหม แล้วมีพระสงฆ์นั่งทำพิธี
เรื่องนี้หลวงปู่วัยเคยเล่าว่า จริงๆแล้วคือการเอาพลังงานบางอย่าง
ถ่ายเทเข้าไปในพระเครื่อง เครื่องรางต่างๆ
เพื่อทำให้เกิดคุณหรือเกิดผลในด้านต่างๆ
เช่นทำให้เกิดคุณเป็นความอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาดจากภัยอันตราย
ป้องกันพลังงานไม่ดีต่างๆ หรือกระทั่งให้มีคุณในทางเมตตาก็ได้
หลวงปู่ยังบอกว่า พระเครื่องที่ท่านทำส่วนมากจะให้มีคุณไปในทางเมตตา
(ทำไมต้องเมตตา ต้องอ่านกันต่อไป เดี๋ยวจะบอกเหตุผลให้)
แล้วท่านยังบอกวิธีทำด้วยว่า
คนอื่นจะทำอย่างไรท่านไม่รู้ แต่ท่านทำด้วยการนั่งทำจิตให้เป็นสมาธิ
โดยต้องนั่งทำสมาธิตั้งแต่เช้ายันเย็นหรือค่ำๆยันสว่าง
ไม่ลุกออกไปไหนเลยจึงจะเกิดคุณตามที่ต้องการ
หลวงปู่ยังบอกว่า ที่นั่งทำพิธีกันเดี๋ยวเดียว มันไม่ได้อะไรหรอก

นั่นคือเรื่องราวที่ผมได้ฟังมาจากครูบาอาจารย์
แต่ผมก็ไม่ยืนยันถึงพลังงานที่ถูกถ่ายเทเอาไว้ในพระเครื่อง เครื่องราง
เพราะผมเองไม่อาจสามารถรับรู้หรือสัมผัสทราบได้ถึงพลังงานแบบนี้
แต่ก็ยังไม่รีบด่วนสรุปว่า เป็นจริงหรือไม่จริง
คงต้องรอบ่มเพาะประสบการณ์ชีวิตให้มากพอเสียก่อน แล้วค่อยสรุป

ทีนี้ ถ้าเราตั้งสมมุติฐานว่า พลังงานเหล่านั้นมีอยู่จริง
สามารถป้องกันอันตรายต่างๆ ได้ตามสมควรจริง
ก็ต้องมาดูในอีกแง่มุม คือแง่มุมที่ว่า
เมื่อพลังงานที่ดีสามารถถ่ายเทลงในพระเครื่อง เครื่องรางได้
ก็ย่อมสามารถถ่ายเทพลังงานไม่ดีลงไปในวัตถุต่างๆ ได้เช่นกัน
หรือสามารถถ่ายเทพลังงานไม่ดีไปยังร่างกายใครก็ย่อมได้
ก็เลยเรียกพลังงานไม่ดีที่คอยทำร้ายผู้อื่น
หรือที่คอยขัดขวางความสำเร็จผู้อื่นว่า เป็นพลังงานของมาร
หรือมักเรียกวิชาพวกใช้พลังงานไม่ดีว่า คุณไสย
ครั้นพอมีทั้งพลังงานฝ่ายให้คุณและฝ่ายให้โทษ
บางทีจึงเรียกกันว่า ไสยขาว ไสยดำ

เรื่องพลังงานนี้ วันหนึ่งที่ผมไปกราบหลวงปู่
หลวงปู่หยิบแว่นขยายอันใหญ่ แล้วเรียกให้ผมเดินตามไป
ท่านเอาแว่นขยายรับแสงแดดให้รวมลงบนใบไม้แห้งจนลุกไหม้
เหมือนที่เด็กๆ ชอบเล่นทดลองทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง
แล้วหลวงปู่อธิบายว่า
จิตที่เป็นสมาธิก็เหมือนการรวมแสงจนมีพลังงานสูง
จะเอาพลังงานนั้นไปทำอะไรก็ได้

ในเมื่อพลังงานฝ่ายดีหรือไม่ดี
ต่างก็เกิดจากจิตที่มีสมาธิแน่วแน่
จึงเป็นได้ว่าจะเกิดจากจิตมนุษย์ เทวดา พรหม ก็ได้
คำ เทวบุตรมาร ที่คอยขัดขวางให้ให้ใครทำการสำเร็จ
จึงเป็นได้ว่า เทวบุตรมารอาจเป็นมนุษย์ เทวดา หรือพรหม ก็ได้

จากประสบการณ์ชีวิตในด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์
และในด้านพุทธศาสตร์ที่เรียนมา ทำให้ผมเข้าใจว่า
พลังงานสองอย่างนี้มันจะมีแรงดึงดูดซึ่งกันและกันได้
เหมือนแม่เหล็กสองขั้วที่ต่างกัน
ถ้าอยู่ใกล้กันเมื่อไหร่ จะมีแรงดูดเข้าหากัน
ดังนั้น ใครที่นิยมห้อยพระเครื่อง พกพาเครื่องรางต่างๆ
ที่เป็นพลังงานฝ่ายดี จึงควรต้องพึงระวังด้วยว่า
พระเครื่องและเครื่องรางที่เราพกพาอยู่นั่นแหละ
ที่จะเป็นตัวชักนำเอาพลังงานไม่ดีเข้ามาเล่นงานตัวเองเข้าให้
เหมือนที่หลวงปู่วัยเคยเล่าให้ผมฟังว่า
คนที่มีวิชาแก้คุณไสย หรือไสยขาวอย่างท่านเอง
เวลาออกไปธุดงค์ตามป่า ก็มักจะถูกพวกที่มีวิชาไสยดำลองวิชา
เดินๆ ไปก็มีคนใช้คุณไสยลองวิชาด้วยการหักขาท่าน
บางทีปักกลดอยู่ ก็มีคนเอาบุหรี่มาถวาย
ถ้าสูบเข้าไปก็ถึงกับตายได้
จากที่หลวงปู่เล่า ก็เลยเข้าใจว่า
ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่อง เครื่องราง
ที่ถูกทำขึ้นเพื่อใช้ป้องกันอันตราย ก็ยังมีทั้งคุณและโทษ
ไม่ใช่เป็นของที่จะให้แต่เพียงคุณประการเดียว

จากที่สังเกตมาเห็นว่า
มีพลังงานอย่างหนึ่งที่ให้คุณมากกว่าโทษ
ไม่เป็นตัวดึงดูดพลังงานไม่ดีเข้าหาตัว
ก็เห็นจะเป็น พลังงานประเภทเมตตา เท่านั้น
(ไม่นับรวมพลังงานพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ที่มีแต่คุณไม่มีโทษ)
เพราะพลังงานเมตตานี้
หากใครสามารถฝึกให้เกิดด้วยจิตตัวเองได้
แม้จะถูกมารเล่นงาน ก็ยังรู้สึกได้เหมือนว่า
มารเป็นเพื่อนสนิทที่มาเล่นแกล้งเราสนุกๆ เท่านั้น
เหมือนกับที่เราไม่รู้สึกโกรธเพื่อนสนิทที่แกล้งตบหัวเราเล่นก็ได้
ใช้คำหยายคายเช่นคำด่าต่างๆ กับเราก็ได้
โดยเราไม่รู้สึกเลยว่าถูกเพื่อนทำร้าย ถูกเพื่อนด่า
แต่ถ้าคนอื่นมาทำละก็ เป็นเรื่องแน่

เมื่อเราไม่รู้สึกไปทางอกุศลกับการที่ถูกมารหรือพลังงานไม่ดีเล่นงาน
จะมีผลอย่างหนึ่งคือ จะทำให้อำนาจของพลังงานนั้นอ่อนกำลังลงไปได้
เหมือนเพื่อนแกล้งเราแล้วเราไม่ตอบโต้
เพื่อนก็เบื่อแล้วเลิกแกล้งเราไปเลยก็มี
พอเข้าใจอย่างนี้ก็เลยเข้าใจเลยว่า
ที่หลวงปู่วัยทำพระเครื่องให้มีพลังงานเมตตานั้น
ก็เพราะท่านคงเห็นแล้วว่า
พลังงานอะไรๆ ก็สู้พลังงานเมตตาไม่ได้
ดั่งเช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
เมตตาธรรมค้ำจุนโลก นั่นเอง

ที่คุยมายืดยาวทั้งหมดนี้ก็เพียงแค่จะบอกว่า
ผู้ที่ยังอาศัยใช้พระเครื่อง เครื่องรางต่างๆ
เพื่อเป็นตัวช่วยคุ้มครอง ปกป้องภัยต่างๆ รวมทั้งมารทั้งหลาย
จึงควรไม่ประมาทและไม่งมงาย
ต้องรู้ว่าควรใช้แค่ไหนอย่างไร
ถ้าใช้มากไปแทนที่จะมีคุณมาก
ก็อาจกลับเป็นดึงดูดพลังงานไม่ดีเข้ามามาก
ถ้ามัวแต่งมงาย เพลิดเพลินเอาแต่
แสวงหาพระเครื่อง เครื่องราง มาสะสมครอบครอง
ก็จะทำให้หลงทาง ไม่ได้ภาวนาเพื่อสะสมสติปัญญา
หรือจะกลายเป็นหลงทางไป
แทนที่จะภาวนาแล้วจิตใจมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง
ก็จะกลายเป็นมีพระเครื่อง มีเครื่องราง เป็นที่พึ่ง
แทนที่จะภาวนาแล้วพ้นทุกข์เพราะปล่อยวางกายปล่อยวางจิตได้
ก็จะกลายเป็น ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในกายในจิตก็ไม่ได้
แล้วยังเพิ่มความยึดมั่นถือมั่นในพระเครื่อง เครื่องราง เข้าไปอีก
ภาวนาอีกกี่สิบชาติก็ยากจะพ้นทุกข์
และที่สำคัญคือในชาตินี้ เราเองอาจทำให้ครูบาอาจารย์
ต้องถูกตำหนิติเตียนไปด้วยว่า สอนให้ลูกศิษย์งมงาย
จนคนที่ตั้งใจจะศึกษาปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์
รู้สึกเสื่อมศรัทธา พากันหลีกหนีถอยห่างออกไป
เสียโอกาสที่จะได้ฟังธรรมปฏิบัติธรรม
เพื่อความพ้นทุกข์ไปอย่างน่าเสียดาย

เตือนตัวเองไว้ว่า
ถ้าจะภาวนาเพื่อความพ้นทุกข์ก็
อย่ากลัวมาร อย่ากลัวพลังงานไม่ดีหรือกลัวอะไรๆ จนเกินไป
อย่าหวังพึ่งแต่พระเครื่อง เครื่องราง จนกลายเป็นคนงมงาย
ต้องเพียรฝึกจิตเราเองให้มีเมตตา
เพียรมีสติ มีจิตตั้งมั่น อะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องมีสติ
รู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง
เพราะนี่คือทางพ้นทุกข์ที่แท้จริง
ที่หากเจริญถึงที่สุดแล้ว แม้แต่มารก็ยังขัดขวางไม่ได้

สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา
... อ่านต่อSee Less

3 days ago

รายการหนังสือและถอดเสียงธรรมะ อาจารย์สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา

ถอดเสียงธรรมะ บ้านจิตสบาย อ.สุรวัฒน์ 9 มิ.ย. 55

นับหนึ่ง

บันทึกดูจิต ตอน จิตเห็นจิต

บันทึกดูจิต ตอน ระลึกรู้ ระลึกชอบ

บันทึกดูจิต ตอน หัดรู้ หัดดู

ฝึกสติ-รู้สึกตัว ธรรมไม่ยาก

ฝึกสติให้จิตตั้งมั่น ฝึกสติให้เกิดปัญญา

รู้ ตื่น เบิกบาน ระหว่างวัน

วิถีแห่งความสุข

แค่ดูก็รู้แจ้ง

ไฟล์เสียงล่าสุด อาจารย์สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา

คลิกที่นี่เพื่อดูไฟล์เสียงทั้งหมดของ อ.สุรวัฒน์

ไฟล์เสียงล่าสุด ทันตแพทย์ณัฏฐ์ ศรีวชิรวัฒน์

คลิกที่นี่เพื่อดูไฟล์เสียงทั้งหมดของ คุณหมอณัฏฐ์

ไฟล์เสียงล่าสุด คุณมาลี ปาละวงศ์

คลิกที่นี่เพื่อดูไฟล์เสียงทั้งหมดของ คุณมาลี

ไฟล์เสียงล่าสุด คุณประสาน พุทธกุลสมศิริ

คลิกที่นี่เพื่อดูไฟล์เสียงทั้งหมดของ คุณประสาน